9/23/2559

เที่ยวสังขละบุรี...เมืองกาญจน์

เที่ยวสังขละบุรี พักโฮมสเตย์ จ.กาญจนบุรี ชื่อบ้านกระเหรี่ยงโฮมสเตย์สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สัมผัสกับธรรมชาติกลางป่าที่เงียบสงบ ชายแดนแคว้นตะวันตก และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งบ่งบอกถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของกะเหรี่ยงโบราณ ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง และการรำตง ตามภูมิปัญญาชาวบ้านกระเหรี่ยง ล่องแก่ง นั่งเรือชมเมืองบาดาล ดูศิลปะวัดมอญที่ถูกน้ำพัดจมหายไปนานกว่า 20 ปี ไหว้พระและสนุกสนานเพลิดเพลิน กับการซื้อของฝากจากแม่ค้าชาวรามัญ ณ วัดวังวิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตะมะ) ก่อนกลับ เที่ยวดินแดนแคว้นประวัติศาสตร์ ด่านเจดีย์สามองค์ และข้ามฝั่งไทยไปเมืองพม่า ชมตลาดและสินค้าชายแดน ราคา 2,990บาท/ท่านโปรแกรมทัวร์ บ้านกระเหรี่ยงโฮมสเตย์ ออกเดินทางจากจังหวัดกาญจนบุรี โดยเส้นทางสาย น้ำตกไทรโยค – ทองผาภูมิ มุ่งสู่ อ.สังขละบุรี ประมาณ 220 กิโลเมตร ถึงบ้านกระเหรี่ยงโฮมสเตย์ บ่าย - รับประทานอาหารกลางวัน - - ผจญภัยกับการล่องแก่งไม้ไผ่ - พักผ่อนตามอัธยาศัย - -ขี่จักรยานชมหมู่บ้านกระเหรี่ยง

เย็น - พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ(การผูกมือเรียกขวัญ) จากผู้เฒ่ากระเหรี่ยง - รับประทานอาหารแบบพื้นเมือง สัมผัส กับ บรรยากาศยามเย็นที่เงียบสงบ และเป็นธรรมชาติ - ดูศิลปะการรำตง ศิลปะพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยงโบราณ - หลับพักผ่อนค้างคืนที่บ้านไม้ไผ่ สไตล์คันทรี่ เช้า - จิบกาแฟ ของว่าง - ทำบุญที่วัดในหมู่บ้านกระเหรี่ยง - ชมพระธาตุของชาวกระเหรี่ยงและสัมผัสกับสายหมอกกลางขุนเขายามเช้า - รับประทานอาหารเช้า สาย - ออกเดินทางสู่หมู่บ้านมอญ เดินสะพานไม้ ล่องเรือชมเมืองบาดาล Unseen Thailand - แวะไหว้พระ ชมเจดีย์พุทธคยา และซื้อของฝากจาก วัดวังวิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตะมะ) - ขากลับท่านสามารถแวะด่านเจดีย์สามองค์/ข้ามฝั่งไทยไปพม่า ชมตลาดและสินค้าพื้นเมือง
ติดต่อ....0810063115

9/22/2559

เติมเต็มในชีวิต...

ชีวิตของคนเรา...
บางครั้งก็เต็มจนล้น..มีพร้อมทุกอย่าง...
แต่เราก็ยังพยายามที่เติมเต็มให้กับมันอีก..
ทั้งที่รู้ว่า...
…ถึงจะเติมมันเข้าไปอย่างไร???
…มันก็ไม่สามารถรับได้..
…มีแต่จะล้นออกๆ มา (ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย)..
…นี้เรียกว่า..เติมเต็มในสิ่งที่เต็ม...(จนล้น)..
แต่ในอีกมุมของชีวิตคนเรา...
…หลายๆ คน..
…พยายามที่จะรอรับการเติมเต็มให้กับชีวิต..
…แต่ก็ไม่สามารถสนองความต้องการของตนเองได้..
…เพราะเรามักทำตนให้เต็ม...
…เติมเต็มไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิต..
…ไม่ว่าจะเติมเต็มสิ่งใดลงไป..
…ก็มักไม่พอเพียงแก่ความต้องการ..(ของความอยาก)..
…ที่อยากเกินพอดี..ไม่มีประมาณ..
ส่วนมุมมองของชีวิตของเรา..
หรือของใครหลายๆ คน..
ที่เกิดมา..ทำตัวให้ว่างเปล่า..
พร้อมที่จะรอการเติมเต็ม..แบ่งปัน..จากผู้อื่น..
แต่คนเราไม่รู้วิธี..
ที่จะทำตัวเองให้ว่างเปล่า..
และพร้อมที่จะเติมเต็มสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต...
ลองสังเกตดูว่า...
สิ่งใดที่เต็มอยู่แล้ว...
…ถ้าใส่อะไรลงไป..มันก็จะล้นออกมาทันที..
…มันจะไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ เลยแม้แต่นิดเดียว...
…แถมยังทำตัวเองให้ไร้ค่า..ไร้ประโยชน์...เสียอีก...
แต่ในชีวิตจริงของคนเรา..
เรามักจะรอการเติมเต็มจากผู้อื่น..
ทั้งๆ ที่ตนก็ยังเต็มอยู่... 
ดังนั้น...
หากเราต้องการที่จะเติมเต็ม...
สิ่งที่ดี..มีคุณค่า..เป็นความงดงามทางจิตใจ..
…เราต้องหมั่นตรวจสอบจิตใจของเรา...
…หมั่นรักษาจิตใจของเรา..
…และพร้อมที่จะแบ่งปันความสุข..ให้กับผู้อื่นเสมอ..
…แม้จะเล็กน้อยก็ตาม..
…ถือได้ว่า...เรากำลังทำตัวเองให้ว่างเปล่า..
…เพื่อที่จะได้เติมเต็ม...สิ่งที่มีคุณค่า..ดีงาม..
…ให้กับชีวิตต่อไป...

เชี่ยนหมาก...

ทำทัวร์วัง ก่อนพาแขกเข้าวัดพระแก้วนั้น มัคคุเทศก์บางท่านมีเวลาพอ จึงพาลูกทัวร์ขึ้นไปเดินเที่ยวช
มพิพิธภัณฑ์มงกุฏและเหรียญกษาปต์ไทยก่อน พบอยู่ข้างธนาคารที่ให้แลกเงิน พอดีผมเจอเรื่องเกี่ยวกับเชี่ยนหมากเลยพิมพ์มาให้ครับ

การเคี้ยวหมากพลูเกิดขึ้นมาก่อนที่ประเทศอินเดีย มีหลักฐานมาจากนักประพันธ์ชื่อ กาลิทาส ซึ่งเป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงของอินเดียในสมัยเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว ท่านได้กล่าวไว้ในบทประพันธ์ในเรื่อง "รฆุวงศ"์ ท่านได้กล่าวถึงการเคี้ยวหมากพลูในยุคของท่านว่า "ตัมพูละธารณัม" คือการเคี้ยวหมากพลู และในกาลต่อมา วัฒนธรรมในการเคี้ยวหมากพลูก็ได้ขยายอิทธิพลไปในประเทศต่างๆ เช่น ไทย ไทยอัสสัม ลาว เขมร ญวน มลายู อินโดนีเซีย พม่า มอญ และศรีลังกา

ใบพลูเป็นใบไม้ของพระลักษมีเทวีแห่งโภคทรัพย์ ใครได้เคี้ยวใบพลูนั้นก็ย่อมเป็นที่โปรดปรานของพระลักษมี จะได้รับพรให้มั่งมี ส่วนคนไทยเราก็นำเอามาประยุกต์ใช้ในพิธีขันหมากขอลูกสาว และในขันหมากจะต้องมีใบพลูด้วยเสมอ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เชี่ยนหมากเงินเป็นเครื่องยศสำหรับนางในอยู่งาน ส่วนเชี่ยนหมากทองคำจะเป็นของพระราชทานแด่เจ้าจอมทั้งหลาย หากเป็นเชี่ยนหมากทองคำลงยาราชาวดีพระราชทานจะเป็นของเจ้าจอมมารดาที่เป็นพระสนมเอก หากเป็นพระมเหสีเอกก็จะมีของประดับที่มีค่าบนเชี่ยนหมากมากขึ้นไปอีก ดังนั้นกระโถนบ้วนน้ำหมากก็ให้จัดอยู่ในระดับเดียวกันกับเชี่ยนหมากด้วยเช่นกัน

คำถาม

คำ ถามสุดฮิตเวลาที่ไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องอัตราผลตอบแทน คืออยากได้เงินเดือนขึ้นมากกว่านี้ทำอย่างไรดี ซึ่งเป็นคำถามที่ส่วนตัวจริง ๆ แต่ก็เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ เพียงแต่น้อยคนที่กล้าถาม เอาเป็นว่าผมพอมีแนวทางมาแบ่งปันความรู้ ดังนี้

อย่างแรกเลยต้องเริ่มจากการ เตรียมตัวและการเก็บข้อมูลก่อน ซึ่งในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

1.ถาม ตนเองว่าทำไมถึงอยากได้เงินเดือนขึ้น ณ ตอนนี้-ตอบคำถามนี้ให้ดี บางครั้งอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่อยากได้เงินเดือนขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองทำงานหนักเกินรายได้ (ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานหนักชั่วคราว) หรือเพราะว่าเพิ่งไปรู้เงินเดือนของเพื่อนมาไม่ว่าจากในหรือนอกองค์กรก็ตาม แล้วทำให้รู้สึกว่าองค์กรจ่ายเงินเดือนไม่แฟร์

ก่อนที่จะทำ อะไรลงไป ลองคิดถึงสวัสดิการอื่น ๆ นำมาเปรียบเทียบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เงินใช้ในยามเกษียณ หุ้นบริษัทในส่วนของพนักงาน หรือแม้แต่สวัสดิการการลาหยุดต่าง ๆ ลองคำนวณสิ่งเหล่านี้ออกมาคุณอาจพบว่าแม้เงินเดือนของคุณอาจจะเทียบไม่ได้ กับเพื่อน ๆ แต่สวัสดิการของคุณมากกว่ากันหลายขุมก็เป็นได้

2.มอง ดูสถานการณ์ในภาพรวม-ดูสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือผลประกอบการขององค์กร ถ้าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง หรือผลประกอบการขององค์กรไม่ดี กำลังอยู่ในช่วงกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอด มีการปลดพนักงาน ออก แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คุณไม่ควรที่จะเข้าไปขอขึ้นเงินเดือนเด็ดขาดแค่เขาไม่เอาคุณออกก็โชคดีมาก แล้ว

3.ประเมินผลการทำงานและประสิทธิภาพในการ ทำงานของตนเองอย่างซื่อสัตย์-ลองเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณ และผลตอบแทนที่ได้รับกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ทั้งในและนอกองค์กร หลายคนมักมองที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของ เราและเพื่อนที่แตกต่างกัน

ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละ อย่างก็ ใช้ทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญคุณทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือยัง แน่นอนว่านอกจากประสิทธิผลแล้วยังมีในเรื่องของประสิทธิภาพที่ต้องนำมา เปรียบเทียบด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่สร้างความแตกต่างระหว่างคุณกับเพื่อน ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยากง่ายของงาน การทำงานเป็นทีม หรือแม้แต่เรื่องของการอาสาสมัครเข้าไปทำงานอื่น ๆ ขององค์กร เป็นต้น

4.บริหาร ภาพลักษณ์และประวัติของตนเอง (profile)-ถ้าเป็นไปได้จงทำตัวให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งภายในและภาย นอกองค์กร ไม่ใช่แค่หัวหน้า และทีมงานของคุณเท่านั้นที่รู้จักคุณ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์หรือ networking เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาโอกาสในการสร้างคุณค่าของตัวคุณให้องค์กรได้เห็น และที่สำคัญต้องทำให้องค์กรเห็นถึงสิ่งดี ๆ ที่คุณทำให้กับองค์กรด้วย

เมื่อ คุณเตรียมตัวและเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติการเพื่อการขึ้นเงินเดือน การปฏิบัติการนี้ก็มี 4 ขั้นตอนด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย 4 องค์กรประกอบหลัก ๆ คือ

1.หา จังหวะเหมาะ ๆ-จังหวะที่ดีที่สุดในการเข้าหาหัวหน้าคือหลังจากที่ทีมงานของคุณเพิ่งทำงาน อะไรบางอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง หรือตัวคุณเองทำโครงการบางอย่างได้ประสบความสำเร็จ มันคงไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ถ้าคุณจะเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าในขณะที่เขากำลัง ยุ่ง หรือทีมงานกำลังประสบปัญหาอยู่

2.วางแผนให้รอบคอบก่อน เข้าไป คุย-ถ้าคุณกำลังจะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อขอเงินเดือนขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือมีตัวเลขที่ต้องการอยู่ในใจก่อน จากนั้นหาเหตุผลที่ดีมาสนับสนุนการขึ้นเงินเดือนของคุณ เช่น ตัวเลขเปรียบเทียบเงินที่จ่ายให้กับคนที่มีหน้าที่การทำงาน และความรับผิดชอบเหมือนคุณ โดยเปรียบเทียบทั้งในและนอกองค์กร นอกจากนี้เหตุผลสนับสนุนอื่น ๆ ยังมีในเรื่องของงานต่าง ๆ ที่คุณได้ทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก หรือเรื่องของคำชมเชยที่ได้รับจากลูกค้าหรือบุคคลอื่น ๆ แน่นอนว่าการวางแผนสนับสนุนที่ดีจะช่วยให้คุณคุยกับหัวหน้าได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็จะสามารถชงเรื่องต่อไปได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

3.พูด อย่างชัดเจนและตรงประเด็น-ระหว่างการพูดคุยกับหัวหน้าต้องชัดเจนในเป้าหมาย และพูดให้ตรงประเด็น อย่าเอาเรื่องอื่น ๆ มาพูดคุยหลายประเด็นในเวลาเดียวกัน เพราะจะทำให้หัวหน้าหลงประเด็นหรือลืมประเด็นนี้ของคุณก็เป็นได้ พยายามพูดให้เป็นไปในแง่บวก รวมถึงการบอกกล่าวถึงว่าคุณชอบงานที่ทำอยู่มากแค่ไหน

4.เตรียม พร้อม สำหรับการเจรจาต่อรอง-จงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเจรจาต่อรอง เพราะบางทีหัวหน้าอาจจะมีข้อเสนออื่น ๆ มาทดแทนการขอขึ้นเงินเดือนของคุณ เช่น โบนัส หุ้นขององค์กรสำหรับพนักงาน วันลาพักที่มากขึ้น หรือการผูกโยงการขึ้นเงินเดือนกับผลการทำงานหรือผลประกอบการขององค์กร หรืออาจจะมีการต่อรองในรูปแบบอื่น ๆ ที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็เป็นได้

อย่าง ไรก็ดี คุณต้องเข้าใจว่าหัวหน้าไม่สามารถอนุมัติการขึ้นเงินของคุณได้ในทันที เพราะการขึ้นเงินเดือนพนักงานปกติต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการสร้างข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้กับหัว หน้าของคุณ ถ้าเป็นไปได้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมกำหนดระยะเวลาการพิจารณาและ การตอบกลับให้ชัดเจน

แน่นอนว่าแม้คุณทำทุกอย่างแล้วตาม ขั้นตอนที่แนะนำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนตามที่ต้องการเสมอไป ดังนั้นถ้าไม่ได้จงค้นหาเหตุผลเพราะอาจจะมีเหตุมาจากนโยบายขององค์กร กระบอกเงินเดือนที่ถึงขีดสุดของระดับการทำงานของคุณ หรือเพราะผลการทำงานของคุณเอง ซึ่งถ้าคุณยังคงยืนยันในการต้องการขอขึ้นเงินเดือนอยู่ อาจต้องดูว่าคุณจำเป็นต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อทำให้สถานการณ์เป็นใจให้กับคุณ เช่น รับผิดชอบงานที่มากขึ้น หรือการทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ (KPI) สูงขึ้น

แต่ถ้าเหตุผลของการปฏิเสธเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม คุณอาจจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้น หรือโอกาสที่เหมาะสม ต่อไป อย่างไรก็ดีในระหว่างที่รอต้องทำใจให้เย็น ๆ ไว้ มองโลกในแง่บวก ทำงานให้ดีที่สุด บริหารภาพลักษณ์และประวัติของคุณให้เฉิดฉายมากขึ้น

ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่สำเร็จอีก อาจต้องพิจารณาเรื่องของการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของคุณ ซึ่งอาจหมายถึงการเปลี่ยนงานก็เป็นได้

เสรีชน...

กู....เสรีชน มีสิทธิ์จะคิดหรือพูด มึงไม่ใช่พ่อกู.....
ลาภเสื่อมลาภ  สัจธรรม  ชี้กำหนด
ยศเสื่อมยศ  บริบท  ปรากฎเห็น
สรรเสริญ  นินทา  พาลำเค็ญ
สุขทุกข์  ย้ำเน้น  ให้เห็นจริง
ธรรม  คือคุณา  กรอมรรัตน์
เมื่อรู้แจ้ง  แจ่มชัด  ก็หยุดนิ่ง
เป็นหยุด  ในเคลื่อนไหว ไม่ประวิง
และเป็นวิ่ง  ในหยุด จุดแห่งธรรม
...........................
ไม่มี  อำนาจใด  ในโลกหล้า
ผู้ปกครอง  ต่างมา  แล้วสาปสูญ
ไม่มีใคร  ล้ำเลิศ  น่าเทิดทูน
ประชาชน  สมบูรณ์  นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัด  ต่อสู้  ผู้กดขี่ ประชาชน  ย่อมมี  ชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้า  สีทอง  ผ่องอำไพ
ประชาชน  ย่อมเป็นใหญ่  ในแผ่นดิน
............................
หยาดน้ำตา  ประชาไทย  ในวันนี้
ไหลเกือบท่วม  ปฐพี  แล้วพี่เอ๋ย
ถ้าความจริง  สามารถอ้าง  เหมือนอย่างเคย
 ก็จะเอ่ย  และจะอ้าง  อย่างไม่กลัว
นี่มีปาก  ก็ถูกปิด  จนมิดเม้ม
มันแทะเล็ม  ถุยรด  และกดหัว
ปัญหา  ต่างๆนั้น  ก็พันพัว
ไม่อยากโทษ  ใครชั่ว  เพราะกลัวตาย
 ถ้าขอได้  จะขอกัน  ในวันนี้
ขอให้สิทธิ์  เสรี  อย่าสูญหาย
ถ้าเลือดไทย  จะหลั่งโลม  จนโทรมกาย
ก็ขอตาย  ด้วยศักดิ์ศรี  เสรีชน

ภูเขากับการเดินเท้า...

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าบนภูเขานั้นเหงา
แต่ในความจริง ภูเขามีเส้นทางมากมายกว่าที่ผู้คนคาดคิด
มี เส้นทางเก่าแก่ที่ไม่รู้ว่าเป็นของคนยุคใด เส้นทางของพ่อค้า ขบวนล่อหรือม้าต่าง เส้นทางที่ชาวบ้านเดินติดต่อกัน และเส้นทางของสัตว์ป่าตัดทับไปมา
บางเส้นทางเป็นทางขนาดใหญ่ เพราะมีผู้ใช้ร่วมกันมาก บางเส้นทางเล็กแคบเพราะเป็นเส้นทางเฉพาะของแต่ละคน บางเส้นดูลึกลับมีเล่ห์เหลี่ยมเพราะเป็นทางที่ผู้ล่าใช้ดักซุ่มเหยื่อ
ด้วย เหตุนี้ ภูเขาที่เปล่าเปลี่ยว จึงยังบอกกับเราว่าทุกชีวิตมีเส้นทางของตน แต่ก็อาจตัดทับกันจนสับสน อาจจบกันโดยบังเอิญ แต่แยกจากไปโดยเจตนา อาจเปี่ยมด้วยเพื่อนร่วมทาง หรืออาจเดินไปอย่างโดดเดี่ยว

การ เดินทางของชีวิตเช่นเดียวกับการเดินทางบนภูเขา ช่วงก่อนถึงจุดหมายปลายทางมี คนไม่น้อยที่มักหวั่นไหว พวกเขากลัวทางแยก วิตกกับความมืด หวาดผวากับสิ่งที่ไม่รู้จัก และกลัวเกรงกับการผิดพลาด
แต่คนเดินภูเขารู้ดีว่า ความอ่อนแอเป็นพี่ชายคนโตของความหวาดกลัว โดยมีความล้มเหลวเป็นน้องคนสุดท้อง
ผม เคยเดินทางบนภูเขามานานหลายปี บางครั้งใช้เวลาวันเดียว บางครั้งใช้เวลาเป็นสิบวัน บางครั้งฝนตกมืดครึ้มติดต่อกันจนเกือบมองไม่เห็นทาง แต่ทุกครั้งจะต้องพบรอยชาวบ้านดักสัตว์ ตัดฟืน ต้องเจอะเจอไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด ที่พอจะนำเราไปตามทางเข้าหมู่บ้านเพื่อแวะพักหรือถามไถ่ทาง
ปัญหาที่แท้จริงคือ การไม่รู้จักจบสิ้นของเส้นทางบนภูเขา เช่นเดียวกับที่ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของเส้นทางชีวิต

คุณ อาจจะปีนป่ายอย่างเหนื่อยล้ากว่าจะถึงยอดเขาสักลูก เพื่อพบว่า ยังมียอดเขาที่สูงกว่าถูกปิดบังซ่อนเร้นอยู่อีกเช่นเดียวกับที่ไม่มีจุดไหน ของชีวิตที่จะมั่นใจว่า คุณทุกข์อย่างที่สุดแล้ว สุขอย่างที่สุดแล้ว หรือเมื่อคุณพบกับความสมหวัง ความผิดหวังก็อาจจะตามมา เหมือนสู่จุดสูงก็ต้องไต่ทางลงต่ำ ภูเขาให้ความเข้าใจถึงลักษณะสัมพัทธ์นี้อย่างชัดเจนที่สุด
ผมเองก็เคยเหนื่อยล้ากับการไต่ไปบนเส้นทางภูเขาและชีวิตที่ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ภูเขาก็มีคำตอบบางอย่างให้กับชีวิตผม
ภูเขา ทุกลูกจะมีทางขึ้นสู่ยอดเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ทางจำเป็นจะต้องเดินผ่าน หลายครั้งผมเคยตามทางเก่าแก่ที่แยกจากทางใหญ่ แล้วพบว่า มันไปจบลงตรงชะง่อนหินริมผา ทั้งหมดเพียงเพื่อจะให้เจ้าของทางได้ชมวิวในมุมกว้างที่งดงามที่สุด
ราวกับจะบอกว่า ความงามก็เป็นสาระสำคัญของเส้นทางเดินของมนุษย์

ภาพ เขียนของจีนสมัยราชวงศ์ซ่งและถัง มักเป็นมุมมองจากที่สูงและเห็นภูเขาในหมู่หมอก เป็นหลืบซ้อนกันไปไม่รู้จักจบสิ้น อาจมีชายชรานั่งอยู่ในเก๋งเก่าแก่ หรืออาจมีชายแก่ตกปลาอยู่เดียวดาย
ศิลปินในยุคนั้นพยายาม บ่งบอกสิ่งเดียวกันกับเราว่าจุดมุ่งหมายของภาพเขียนไม่ใช่มนุษย์หรือภูเขา หากเป็นความเวิ้งว้างอันงดงาม ซึ่งแม้แต่อัตตาของศิลปินก็ถูกกลืนหายไป
และ คงเป็นด้วยเหตุผลเดียวกัน ที่สถานบำเพ็ญธรรมของพระทิเบตซึ่งแม้จะอยู่บนภูเขาหิมาลัยก็ยังต้องเลือก อยู่จุดที่ปะทะกับความว่างที่กว้างไกล เช่นเดียวกับพระสงฆ์หรือฤาษีในอดีตพยายามตัดทางขึ้นไปสู่ยอดเขา เพื่อสร้างพระธาตุบนดอยสุเทพ สำนักสงฆ์บนดอยภูพระบาท ปราสาทพนมรุ้ง
...
ท่าน มุ่งหวังให้มนุษย์ตระหนักถึงสาระของความงามในชีวิต และอาจหวังให้คนไปจาริกแสวงบุญได้ตระหนักว่า ตัวตนนั้นเป็นเหมือนละอองธุลี ท่ามกลางความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่
...

ข้ามโขงสายใย...สะหวันเขต ประเทศลาว

.......วูบหนึ่งระหว่างเดินทาง
คำพูดเก่าๆ เรื่อง "สวรรค์ในอก" กับ "นรกในใจ" ได้ผุดขึ้นมาเงียบๆ
ใครบางคนที่คุ้นเคย เคยบอกว่า มันก็แค่เส้นแบ่งบางๆ ที่เราเลือกเองได้ว่า จะให้เป็นอย่างไร
ไม่รู้สิ อาจบางที คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ใครอื่น แต่อยู่ที่ใจของเราแต่ละคน..
นี่เป็นอีกครั้ง ที่เราข้าม "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2" ที่เชื่อมต่อระหว่าง "มุกดาหาร" เมืองที่ มีตำนานดวงแก้วสดใส เหนือตาล 7 ยอดริมน้ำโขง กับแขวง "สะหวันนะเขต" แห่ง "สปป.ลาว" เป็น "สะหวันนะเขต" ที่เปลี่ยนชื่อใหม่ จาก "สุวันนะพูมประเทศ" ตามที่ "ฝรั่งเศส" ตั้งให้ ในช่วงเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคม ขณะที่ชื่อทางการคือ "เมืองคันทะบุรี"
เรา มา "สะหวันนะเขต" เพราะที่นี่ มี "พระธาตุอิงฮัง" ที่ได้ชื่อว่า พระธาตุคู่แฝดกับ "พระธาตุพนม" เป็น "พระธาตุอิงฮัง" ที่ผสมผสานศิลปะต่างยุคอย่างกลมกลืน พร้อมกับ "วิจิตรกามา" อันเลื่องชื่อ กระทั่งผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใด "พุทธสถาน" สำคัญ จึงมีภาพ "เชิงสังวาส" ปรากฏอยู่ด้วย? คณะเราข้ามแดนจากฝั่งไทย มา สปป.ลาว ด้วยการทำ "ใบผ่านแดน"ณ จุดบริการและรถตู้บริการของ "สะหวันเวกัส" กาสิโนชื่อดังฝั่งลาว โดยการประสานงานของ "พี่น้อย" พี่สาวใจดีคนเดิม
เราถูกแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกเดินทางก่อนโดยรถตู้ ที่มีการจัดการทำเรื่องผ่านแดนให้ทั้งหมด
ขณะที่ชุดหลัง ซึ่งนำทีมโดย "พี่น้อย" ต้องมากับรถบัส เพราะผู้คนที่แห่ข้ามฝั่งอย่างล้มหลาม ต้อง "ต่อคิว"ทำเรื่อง โดยใช้เวลาไม่ใช่น้อย จนกลายเป็นอีกหนึ่งตำนาน ที่จนถึงวันนี้ ก็ยังมีเสียงแซวไม่ขาดสาย
แต่นั่นไม่ได้ทำให้การเดินทางเสียรส หากแต่กลับเติมเต็มประสบการณ์ และความทรงจำที่ประทับใจยิ่ง
เรารอสมทบกันที่ "สะหวันเวกัส"หรือ "วัดช้างใหญ่" ที่ ตม. ตั้งชื่อให้ จากรูปปั้นช้างด้านหน้าอาคาร
คน ไทยคนหนึ่งยิ้มให้ แล้วชักชวนให้เข้าไป "ทำบุญ" พร้อมกับ "เสี่ยงโชค" ด้วยกัน ที่นี่ สมชื่อ "วัดช้างใหญ่" จริงๆ เพราะคับคั่งด้วยผู้คนต่างเพศต่างวัย จากฝั่งไทย ที่มุ่งมั่นมา "ทำบุญ" ท่ามกลางแสงสียั่วตา ชนิดไม่รู้วันรู้คืน ใน "วัดช้างใหญ่" กับสโลแกน "สวรรค์บนดิน ที่คุณสัมผัสได้"
ไม่ นานนัก ทั้งคณะก็ได้สมทบกัน แล้วเราก็เดินทางต่อโดยรถตู้ ที่ "คุณต่าย" แห่ง "สะหวันเวกัส" จัดการไว้ให้ พร้อมกับที่พักในคืนนี้ที่มีชื่อว่า "สุลินสุก" โรงแรมเล็กๆ แต่ดูดี ในย่านตัวเมือง "สะหวันนะเขต" จุดหมายคือ "พระธาตุอิงฮัง" ที่ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 13 ประมาณ 13 กม.
แดดที่ร้อนระอุ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความศรัทธา และความตั้งใจ
ระหว่าง รายทาง เราแวะซื้อ "ขันหมากเบ็ง" ดอกไม้และดอกบัวพร้อมธูปเทียน เพื่อไปบูชาพระธาตุ ไม่นานนัก "พะทาดอิงฮัง" หรือ "พะทาดอิงรัง" ศูนย์รวมความศรัทธาของคนลาว ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าแดดสีทองทอแสงจับองค์พระธาตุ งามด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานอย่างจับใจ"พระธาตุอิงฮัง" พระธาตุทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมเหมือนหอปราสาท ฐานกว้าง 9 ม. สูง 25 ม.ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกสันหลัง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 10-11 องค์พระธาตุมี 3 ฐาน ฐานล่าง-กาลภพ-มนุษย์ ฐานกลาง-รูปภพ-เทวโลก ฐานบน-อรูปภพ-พรหมโลกนี่เป็นความเชื่อแบบไตรภูมิแห่งชีวิต โดยฐานล่างและฐานกลาง เป็นศิลปะดั้งเดิม ส่วนฐานบนและยอดเจดีย์ เป็นศิลปะสมัยล้านช้าง
แล้ว ตำนาน "อุรังคนิทาน" หรือ "อุรังคธาตุ" เรื่องเล่าตำนาน "พระธาตุพนม" ก็ผุดภาพซ้อนขึ้น จากรูปทรงและแบบอย่างของ "พระธาตุพนม" ที่เล่าสืบกันมาว่า พระยาทั้ง 5 เมือง ในดินแดนลุ่มน้ำโขง ร่วมกันสร้างขึ้น พร้อมกับเชื่อมความสัมพันธ์ของดินแดน
ต่อยอด ถึง "พุทธสถาน" หลายแห่ง จนเป็นเอกลักษณ์ของงาน "สถาปัตยกรรมแถบลุ่มแม่น้ำโขง" ตำนาน "อุรังคธาตุ" เล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองล้านช้าง ได้ประทับยืนใต้ต้นรังทอดพระเนตรภูกำพร้ากลางแม่น้ำโขง แล้วทรงพยากรณ์ว่า พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้
ต่อมาจึงมีการสร้าง "พระธาตุอิงฮัง" และ "พระธาตุพนม"เป็นพระธาตุคู่แฝด
"พระธาตุอิงฮัง" สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักร "ศรีโคตรบูร"หรือ "ศรีโคดตะบอง" เรืองอำนาจ โดย "พระเจ้าสุมินทราช"ราชาธิราชแห่งอาณาจักรศรีโคดตะบอง
กระทั่ง "เขมรโบราณ" แผ่อำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนนี้ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 "พระธาตุอิงฮัง" จึงถูกดัดแปลงเป็น "เทวสถาน" ใน "ศาสนาฮินดู" และมีการสร้างต่อเติมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
องค์พระธาตุจึงมีลักษณะเป็นทรงปราสาทหรือทรงปรางค์ แล้วเรียกว่า "อินทรปราสาท" จากนั้น ก็มีการประดับลายตกแต่งซุ้มและบานประตู ให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า และนี่ก็เป็น "ที่มา" ของ "ภาพแกะสลักแนววิจิตรกามา" ของ "ฮินดู" บนบานประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน บานประตูไม้สูง 2.03 ม. กว้าง 1.60 ม. ในช่องเล็กๆ ข้างละ 4 ช่อง แกะสลักเป็นภาพ "เชิงสังวาส" นี่เป็นที่มาของ "พุทธสถาน" ที่ห้วงเวลาหนึ่งกลายเป็น "เทวสถาน" ก่อนจะกลับมาเป็น "พุทธสถาน" อีกครั้ง โดยมีภาพ "วิจิตรกามา" ซึ่งไม่พบเห็นใน "พุทธสถาน" แห่งใด มีคำอธิบายว่า ภาพ "เชิงสังวาส" นี้ คล้ายภาพ "กามสูตร" ของอินเดีย
ที่ ทำให้นึกถึง "ภาพศิลา" ของอินเดียรอบโบสถ์ "กาลเทวี"และ "วิศวนาถ" ที่ "ขะชูราโห" (Khajurho) ซึ่งเป็นภาพลีลาพิศวาสอันงดงาม จาก "กามสูตร" ในพุทธศตวรรษที่ 16  ผ่านอิทธิพลสืบเนื่องใน "ศิลปะตันตระ" (Tantric Art) จาก "ลัทธิตันตระ" หรือ "พุทธตันตระ" ที่เกิดขึ้นในอินเดีย ราว พ.ศ.1100 และเจริญรุ่งเรืองในสมัย "ปาละ-เสนะ" (Pala-Sena) ราว พ.ศ.1293-1750
เสียดายที่เป็นแค่บานประตูจำลอง ทำขึ้นในปี พ.ศ.2495 โดยบานจริงถูกนำไปเก็บไว้ที่ "หอพระแก้ว" แต่นี่ก็เป็นความงดงามจากแง่มุมประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้ลดทอนคุณค่า และความศรัทธาแต่อย่างใด
เราได้ชื่นชมความงดงามอย่างอิ่มเอม ไม่เฉพาะ "พระธาตุอิงฮัง" หากแต่บริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะ "ระเบียงคด" ก็ยังมีพระปางเงินจำนวน 160 องค์ ที่เป็นฝีมือการหล่อของ
ช่างไทยกับช่างลาว
ศรัทธานั้นยิ่งใหญ่ และความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ก็ไม่มีอะไรทำลายลงได้จริงๆ
เราอำลาอย่างอาลัย ก่อนจะเดินทางกลับด้วยรถตู้คันเดิม ระหว่างรายทางกลับสู่ที่พัก เราได้แวะ "ODOP" ที่คล้ายกับ "OTOP" บ้านเรา พร้อมกับแวะจิบกาแฟลาวหอมกรุ่น ที่ "ดาวเฮือง"
มี "เซอร์ไพรส์" เล็กๆ คนขับรถตู้ถูกตำรวจลาวเรียกให้จอด เพราะไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และก็ตามระเบียบกับการ
จ่ายค่าปรับแบบไม่ต้องมีใบเสร็จ จำนวน 80 บาทเป็นเงินไทย เพราะต่อรองแล้ว 40 บาทไม่ได้
จาก นั้นเมื่อแดดร่มลมตก คณะเราก็เลือกกินแบบชิลๆ กับบรรยากาศริมโขง ที่ร้าน "สวรรค์ลาวเดิม" แม้ว่าราคาอาหารจะสูงพอสมควร แต่ทัศนียภาพริมน้ำยามพระอาทิตย์ตก ก็ทดแทนกันได้เป็นอย่างดี
แล้วเราก็ยังได้สนทนาอย่างออกรส กับ "คุณต่าย" ที่ตามมาสมทบ ก่อนจะได้เวลาอำลาจากกันในคืนนี้
ฝันดีนะ "สะหวันนะเขต" ขอบคุณคำตอบว่าด้วยสวรรค์ ที่ก็แค่เส้นแบ่งบางๆ ในใจเราเอง...
บรรยายใต้ภาพ
"พระธาตุอิงฮัง" พระธาตุคู่แฝด "พระธาตุพนม"
"ระเบียงคด" เรียงรายด้วยพระพุทธรูป
"วิจิตรกามา" บนบานประตู
โรงแรมสุลินสุก กลางเมืองสะหวันนะเขต
"สะหวันเวกัส" กาสิโนชื่อดัง
สะพานมิตรภาพฯ ริมโขงฝั่งลาว
สาวน้อยรอขาย "ขันหมากเบ็ง"

นักเดินทาง

นักเดินทางที่ได้พาตัวเองขึ้นไปเหยียบยืนอยู่เหนือยอด ‘เนินช้างศึก’ แห่งเหมืองปิล๊อกเป็นครั้งแรกนั้น มักคล้อยคิดไปในทำนองเดียวกันว่า.. “นี่เราไปอยู่ที่ไหนมา ถึงได้ผาดสายตาผ่านแหล่งท่องเที่ยวอันสุขสงบแสนงดงามแห่งนี้ไปได้”
               บทบันทึกของนักนิยมธรรมชาติผู้หลงใหลในกลิ่นอายหมอก และภาพชวนฝันของระลอกเขา เทือกแล้ว.. ทิวเล่า.. หมุดหมายปลายทางของพวกเขาส่วนใหญ่มักไปปรากฏอยู่ตามดงดอยต่างๆ ในพื้นที่แถบภาคเหนืออันไกลโพ้น ที่กว่าจะไปถึงได้ในแต่ละคราวต้องอาศัยทั้งพลังกายและหัวจิตหัวใจมุ่งมั่นไป หากแต่ใครจะรู้.. ห่างจากเมืองมหานครอย่างกรุงเทพฯ เพียงแค่สามร้อยกิโลฯ กว่าๆ ณ รอยต่อเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ยังมีดินแดนที่ว่าอีกแห่ง ซุกซ่อนตัวอยู่บนสันผากลางผืนป่ากาญจนบุรี ที่ที่ซึ่งลมหนาว.. ทะเลหมอก.. ท้องฟ้าสีครามเข้ม.. และกระแสลมยะเยือก.. สลับสับเปลี่ยนเวียนกันมาทักทายเหล่านักท่องธรรมชาติตลอดทั้ง 365 วัน
               ‘คู่หูเดินทาง’ ฉบับในอ้อมกอดของเหมันต์ ปรารถนาจะพาเพื่อนของเราข้ามทะเลเขาไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็กๆ กลางพงพนา ผ่านอดีตอันโชติช่วงของนครแห่งเหมืองแร่นามว่า ‘ปิล๊อก’
               เล่ากันว่า.. ‘ปิล๊อก’ เพี้ยนเสียงมาจากสมญานามอันน่าขนลุกว่า “เหมืองผีหลอก” สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปราบปรามกรรมกรชาวพม่า ภายหลังจากที่กรมโลหะกิจ องค์การเหมืองแร่ ของรัฐบาลไทย ได้ประกาศจัดตั้งเหมืองแร่แห่งแรกขึ้นที่บริเวณบ้านอีต่อง (ประมาณ พ.ศ. 2483) เนื่องด้วยขณะนั้น ทางการไทยไม่ยินยอมให้กรรมกรชาวพม่าแอบเข้ามาลักลอบขุดสารแร่ต่างๆ ซึ่งพบมากมายในพื้นที่ เอาไปขายให้กับฝ่ายอังกฤษ อันเป็นผลให้ภายหลังการปราบปรามมียอดผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก กิตติศัพท์ของความเป็นเหมืองผีหลอกจึงถูกเล่าขานสืบเนื่องติดต่อกันมา กอปรกับการออกเสียงเรียกที่ผิดเพี้ยนไปของแรงงานชาวพม่า จนกลายมาเป็นชื่อ ‘เหมืองปิล๊อก’ ดังเช่นทุกวันนี้
               ในยุครุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ภายหลังองค์การเหมืองแร่ได้เปิดให้สัมปทานบัตรแก่เอกชนทั่วไป ว่ากันว่าธุรกิจเหมืองแร่ในปิล๊อก ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งเล็กใหญ่ไม่ต่ำกว่า 50-60 เหมือง ไม่นับรวมกับเหมืองเถื่อน เหมืองลอยประเภทที่ชาวบ้าน กรรมกร ลักลอบขุดนำไปขายกันเอง จึงไม่แปลกที่ยุคสมัยนั้น ปิล๊อกได้พัฒนาตัวเองจนแทบกลายเป็นลาสเวกัสเมืองไทย ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าที่นี่คือแหล่งขุดทองของนักแสวงโชคทั่วทุกสารทิศ
“ใคร ใคร่ทำเหมือง-ทำ.. ทำค้าขาย-ทำ.. ทำโรงหนัง-ทำ.. ทำบ่อน-ทำ.. ทำซ่อง-ทำ” หนึ่งในคาวบอยนักแสวงโชคยุครุ่งเรืองแห่งเหมืองปิล๊อกคนหนึ่งกล่าว
               และหากใครยังจินตนาการไปไม่ถึงว่าสวรรค์กลางบ้านป่าในช่วงจังหวะที่เจริญสุด ขีดนั้นจะเจริญแค่ไหน ลองหลับตานึกดูว่า.. ครั้งหนึ่ง กลางดงดิบแห่งนี้ เคยมีรันเวย์ไว้คอยท่าเครื่องบินเล็กให้ร่อนขึ้นวิ่งลง นั่น.. ขนาดนั้นเลยเชียว!
               หากแต่ความแน่นอนล้วนแล้วเป็นสิ่ง ‘อนิจจัง’ เมื่อปิล๊อกพาตัวเองทะยานถึงขีดสุดของยุคเหมืองแร่ ไม่นานนัก.. อุตสาหกรรมที่เคยแข็งแกร่งที่สุดชนิดหนึ่งของโลกก็ร่วงผลอยลงอย่างไม่เป็น ท่า ภายหลังวิกฤตราคาแร่ตกต่ำอย่างรุนแรง ตามซ้ำมาด้วยการล่มสลายของ ‘สภาเหมืองแร่โลก’ ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2527 แม้เหมืองปิล๊อกจะตั้งอยู่ไกลแสนไกลจากสำนักงานสภาเหมืองแร่โลกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ก็หาได้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน
               เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ปิล๊อกซุกซ่อนตัวเองอยู่กลางขุนเขาอย่างเงียบเชียบในฐานะตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งของอำเภอทองผาภูมิ พื้นที่ส่วนหนึ่งประชิดกับเขตความมั่นคงตามแนวชายแดน ในขณะที่อีกส่วนอิงแอบอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ พื้นที่อนุรักษ์สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียผืนเดียวกับ ‘กลุ่มป่าตะวันตก’ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนชื่อของเหมืองปิล๊อกถูกหยิบยกกลับมาเล่าขานในอดีตอันยิ่งใหญ่หนาหู ขึ้นอีกครั้ง ทว่า ครั้งนี้หาใช่เป็นเสียงจากพวกร่อนแร่หรือนักขุดทอง ปิล๊อกในบริบทใหม่กำลังถูกกลุ่มนักนิยมธรรมชาติ นักท่องเที่ยว รวมไปถึงนักผจญภัย กล่าวขวัญถึงแง่ง่ามความมหัศจรรย์ของสถานที่ ความสุขสงบในวิถีผู้คน และธรรมชาติอันแสนงดงาม
เหมืองสมศักดิ์ - บ้านอีต่อง - เนินช้างศึก - น้ำตกจ๊อกกระดิ่น
“อัญมณีแห่งสายแร่เม็ดใหม่ของปิล็อก”

               แม้อดีตปิล๊อกจะดาษดื่นไปด้วยขุมเหมืองจำนวนนับสิบนับร้อย แต่คงไม่ผิดนักหากวันนี้ทั้งผู้มาเยือนและชาวชนแห่งปิล๊อกจะยกให้เหมืองสม ศักดิ์เป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ชาวเหมือง’ ตำนานคนผู้เคยรุ่งเรืองในอดีต และเหมืองสมศักดิ์ในวันนี้จะมีลมหายใจอยู่ไม่ได้ หากขาดไร้ไปด้วยหัวใจรักอันยิ่งใหญ่ของเธอผู้ชื่อ เกลนนิส เจอร์เมน ไวท์ เสตะพันธ์ หรือ ‘ป้าเกลน’ (ป้าแหม่ม) ภรรยาชาวออสเตรเลียของ ‘สมศักดิ์ เสตะพันธ์’ ผู้บุกเบิกขุมเหมืองอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
               แม้ความตายจะพราก ทั้งสองจากกัน แต่นั่นก็มิอาจขีดกั้นความรักและความผูกพันที่คนทั้งสองเคยมอบแก่กันให้ สะดุดหยุดอยู่ลงเพียงแค่นั้น ภายหลังธุรกิจเหมืองแร่ของสมศักดิ์จำต้องปิดตัวลงเพราะพิษวิกฤตราคาสินแร่ ชายผู้เป็นเจ้าของเหมืองก็ทรุดป่วยและจากเธอไปก่อนวัยอันควร แม้ช่วงเวลาอันแสนเศร้านี้จะล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว หากแต่ป้าเกลน หญิงสาวผู้เป็นที่รักของชาวเหมืองก็ยังคงเลือกที่จะยังดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมทั้งทำทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาเหมืองอันเป็นที่รักของสามีให้ดำรงอยู่ เช่นอดีต แม้จะมิใช่ในภารกิจเดิม ผู้คนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่า.. อะไรคือแรงขับอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้หญิงชราจากดินแดนอันแสนไกลวัยล่วง 70 ปีผู้นี้ ยืนหยัดถนอมสิ่งที่เธอรักนี้ไว้ได้โดยลำพัง
               “ความรัก คือสิ่งเดียวในชีวิตที่ไม่มีวันซื้อหาด้วยเงินได้ การได้รักเขา มันคือรางวัลที่มีค่าตลอดชีวิตของเรา ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า รู้สึกเหมือนเราได้รับของขวัญมีค่าในทุก ๆ วัน” บางซอกประโยคจากหัวใจของป้าเกลน เมื่อครั้งบันทึกรายการคนค้นฅน ตอน ‘อยู่เพื่อรัก’ (ออกอากาศ 7 กุมภาพันธ์ 2549) ทุกวันนี้ บ้านป้าเกลน-เหมืองสมศักดิ์ ได้ผันตัวกลายเป็นจุดหมายของนักเดินทาง หลายคนมุ่งมั่นฝ่าการเดินทางอันแสนลำบากเพียงเพื่อมาสำผัสเรือนไม้หลังเก่า ตามตำนานเหมือง ที่ซึ่งบางส่วนได้ถูกพัฒนาให้เป็นที่พักเงียบง่ายในท่ามกลางอ้อมกอดของขุน เขา ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย ปรารถนาจะลิ้มชิมฝีมือการอบขนมเค้กสูตรเฉพาะอันเลื่องลือของป้าเกลนแม้เพียง สักครั้ง หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวประเภทที่นิยมการแสวงหา ‘บางสิ่งบางอย่าง’ เพื่อเติมเต็มให้กับชีวิต เมื่อมีโอกาสมาเยือนปิล๊อก ก็คงไม่มีเหตุผลใดที่คุณจะทำให้ตัวเองพลาดในการเดินทางมาสัมผัสบ้านเหมือง กลางป่าของป้าเกลนแห่งนี้ดูสักครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้ที่ทางทีมงานไปไม่เจอป้าเกลน เพราะเป็นวันที่ป้าเกลนออกไปจ่ายตลาดพอดี เลยได้พูดคุยกับคุณชาลี ผู้จัดการของที่นี่แทน คุณชาลีได้เล่าถึงเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยอดีตที่เคยเป็นคนใกล้ชิดกับคุณสม ศักดิ์ดูแลลูกน้องในเหมือง 500-600 คน ย้อนวันวานให้เราได้นึกภาพตามอย่างออกรส วันนี้เราแวะมาทานอาหารกลางวันที่เหมือง สมศักดิ์ โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 200 บาท มีข้าวผัดและเกาเหลาลูกชิ้นหมู ซึ่งเราสามารถเติมได้เรื่อยๆ หากไม่อิ่ม โดยมีเค้กแสนอร่อยรสส้ม รสแครอท รสช็อคโกแลต รสผสมไม้รวมและรสกล้วยน้ำว้า ให้เราได้เลือกกินแบบไม่จำกัดอีกด้วย หนทางเข้าไปที่เหมืองค่อนข้างสาหัส ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น มีบริการที่พักแบบเรียบง่าย เป็นกันเอง ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ บรรยากาศดี สามารถติดต่อซื้อแพ็คเกจที่พักได้ที่ คุณชาลี โทร.08-1325-9471, 08-7019-1708 (หากไม่มีสัญญาณให้ฝากข้อความไว้) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักควรโทรเข้ามาสอบถามก่อน เพราะช่วงนี้อากาศดีที่พักอาจเต็มได้
               หากว่าเหมืองสมศักดิ์เป็นตัวแทนของการมีตัวตนอยู่ในยุคอุตสาหกรรมเหมืองแห่ง ปิล๊อก ก็ย่อมหมายเอาได้ว่าหมู่บ้านเล็กๆ ประชิดแนวชายแดนที่ชื่อ ‘อีต่อง’ แห่งนี้ คือประจักษ์พยานชิ้นสำคัญอันสำแดงได้ถึงความรุ่งโรจน์ผ่านยุคผ่านสมัยเดียวกัน
               ปัจจุบัน อีต่องถือเป็น 1 ใน 4 หมู่บ้าน ขึ้นตรงกับตำบลปิล๊อก ชุมชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเลสักในราว 800 เมตร ทอดตัวไกลออกมาจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 75 กิโลเมตร
นัยว่าชื่ออีต่อ งนั้น น่าจะเป็นคำที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า ‘ณัตเอ็งต่อง’ ในภาษาพม่า อันหมายถึง “หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขาเทวดา” ในยุครุ่งเรือง บ้านอีต่องถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเต็มกระเบียด คนเหมืองรุ่นเก่าๆ บางคนว่า.. “ที่นี่มีทุกอย่าง เท่าที่เงินจะซื้อหามาได้ อาหาร เสื้อผ้า เหล้า ยารักษาโรค โรงหนัง ไม่เว้นแม้กระทั่งซ่องหรือบ่อน!?!”
               ทว่า ทุกวันนี้ บรรยากาศร้านรวงที่กล่าวถึงได้กลายเป็นอดีตไปหมดสิ้นแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงลมหายใจอันสุขสงบของคนงานเหมืองล่วงวัยชราที่ผันไปยึด อาชีพรับจ้างปลูกป่าบ้าง เป็นลูกหาบนำทางขึ้นเขาช้างเผือกบ้าง ทำงานในอุทยานฯ ในโรงงานแยกก๊าซท้ายหมู่บ้านบ้าง ร่อยรอยความเจริญทางวัตถุที่นักท่องเที่ยวพอจะสืบหาเอาเป็นกลิ่นอายแห่งอดีต ให้พอชุ่มชื่นใจได้บ้าง คือ อาคารบ้านเรือนเก่าในตัวตลาดอีต่อง โรงหนังเก่า (ปัจจุบันถูกดัดแปลงสภาพเป็นร้านค้าไปแล้ว) สะพานเหมือง และหัวฉีดแร่เก่าบริเวณด้านหน้าหมู่บ้าน
               นอกจากนี้ บริเวณรอบหมู่บ้านยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีก คือ ‘พระธาตุ วัดเหมืองปิล๊อก’ ที่มีกลุ่มพระธาตุเจดีย์สีทองอร่ามประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศา อาทิ เนินช้างศึก เนินเสาธง เขาช้างเผือก และตัวตลาดอีต่อง
              ‘เนินเสาธง’ และ ‘จุดประสานสัมพันธ์ไมตรีฯ ไทย-เมียนมาร์’ อันเป็นจุดที่ทางการไทยและพม่าได้ปักธงชาติของทั้งสองประเทศร่วมกันไว้ ณ จุดเดียว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
              บ้านอีต่องยังมีกิจกรรมน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทนักชิมให้ลิ้มลอง เมนูเด็ดของที่นี่ ซึ่งน่าจะสร้างความประหลาดใจให้กับหลายหลายคนได้เลยทีเดียว นั่นก็คือรายการ “กินปู ดูทะเลหมอก” โดยปูที่ว่านี้เป็น ปูทะเลเป็นๆ สดๆ ที่นำมาจากชายทะเลฝั่งอันดามันของประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 60 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น (ผ่านการขนส่งมาจากหลายเส้นทาง) ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอาจต้องสอบถามกับทางร้านอาหารในตลาดอีต่องล่วงหน้าเสียก่อนว่า วันนั้นมีปูหรือกุ้งทะเลจำหน่ายหรือเปล่า หากโชคดีได้ของทะเลสดๆ ไปปิ้งย่างรับประทานคลายหนาวไปพลาง.. ชมทะเลหมอกไปพลาง.. ก็นับว่าสุขสราญใจไม่รู้ลืม
              ‘เนินช้างศึก’ หรือ ‘ฐานช้างศึก’ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,053 เมตร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ตชด.135 ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนบริเวณดังกล่าว แต่เนื่องด้วยปัจจุบันสถานการณ์มีความสงบมากขึ้น ทางเจ้าหน้าที่จึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมและพักกาง เต็นท์ได้ในบริเวณที่จัดไว้ให้ โดยต้องเตรียมอาหารและน้ำดื่มไปเอง จุดชมวิวเนินช้างศึก หรือที่ชาวปิล๊อกคุ้นปากกว่าในชื่อ ‘ยอดดอยปิล๊อก’ และบ้างเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ‘ต่องปะแล’ แห่งนี้นั้น ถือเป็นจุดชมดวงอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของอำเภอทองผาภูมิและจังหวัดกาญจนบุรี เลยก็ว่าได้ เนื่องจากในวันที่ท้องฟ้าเปิดอากาศแจ่มใส นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ไปได้ไกลถึงชายทะเลอันดามัน ฝั่งอ่าวเมาะตะมะของประเทศพม่า ดวงอาทิตย์จะค่อยๆ ลับไปตามเหลี่ยมเขาที่ซ้อนตัวเป็นระลอกคลื่นอย่างสวยงามน่าประทับใจ และในยามเช้าดวงอาทิตย์ของวันใหม่ก็จะค่อยๆ โผล่พ้นแนวผาด้านฝั่งเขาช้างเผือกซึ่งก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน
              คำแนะ นำสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมายังจุดชมวิวเนินช้างศึก คือ ควรให้ความเคารพต่อสถานที่เนื่องจากเป็นพื้นที่ความมั่นคง ตลอดจนเชื่อฟังคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเองและผู้อื่น พร้อมทั้งพยายามช่วยกันรักษาความสะอาดพื้นที่ที่ใช้ รวมไปถึงห้องน้ำของฐานฯ เพื่อลดภาระแก่บรรดาเจ้าหน้าที่ ตชด. ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกทางด้านการท่องเที่ยวโดยตรง
              น้ำตกจ๊อกกระดิ่น อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ตัวน้ำตกมีจำนวน 2 ชั้น คือ
              จ๊อกกระดิ่น-ล่าง อยู่ในพื้นที่ป่าสมบูรณ์ การเดินทางสมบุกสมบัน ต้องติดต่อ จนท.อุทยานฯ ล่วงหน้า เพื่อนำทาง
              จ๊อกกระดิ่น-บน นักท่องเที่ยวสามารถขับรถ (4WD) ลงเขาไปจอดที่ลานจอดรถของอุทยานฯ ได้เลย (ยกเว้นช่วงฤดูฝน ต้องสอบถาม จนท. เพื่อความปลอดภัย) จากนั้นเดินเลาะไปตามเส้นทางปูนอีกประมาณ 200 เมตร น้ำตกจ๊อกกระดิ่น-บน ถือเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี ตัวน้ำตกทิ้งสายลงมาจากความสูงกว่า 50 เมตร มีน้ำไหลให้ชมตลอดทั้งปี จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือ แอ่งน้ำเบื้องล่างมีสีเขียวใสดั่งมรกต สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

ม้าอารี...

ถ้าใครเคยใช้ทางหลวงหมายเลข 105 ช่วงระหว่างอำเภอแม่ระมาด ผ่านอำเภอท่าสองยาง ไปจนถึงอำเภอสบเมย คงจะเคยเห็นบ้านไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตองตึง ปลูกอยู่เป็นชุมชนใหญ่ อยู่ทางฝั่งตะวันตกของถนน
         ครับ... นั่นคือ "พื้นที่พักพิงชั่วคราว" ของ "ผู้หนีภัยการสู้รบ" มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา

         ปัจจุบัน รัฐบาลไทยกำหนดพื้นที่ดังกล่าวไว้ 9 แห่ง อยู่ในจังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี ตาก และแม่ฮ่องสอน รวมผู้หนีภัยทั้งสิ้น กว่าหนึ่งแสนคน โดยพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง มีผู้หนีภัยมากที่สุด ราวๆ ห้าหมื่นคน มีทั้งชาวพม่า กะเหรี่ยง และชนเผ่าต่างๆ มากมาย
         หลายคนตั้งข้อสงสัย หลายฝ่ายมีคำถาม เราได้อะไรจากการเป็น "ม้าอารี" นอกจากความเสี่ยงทั้ง ภัยความมั่นคง และอันตรายต่อสังคม รวมถึงโรคระบาด
         แต่หลายฝ่าย หลายคน ก็พูดถึง สิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม

         ผมมองเห็นความขัดแย้งเหล่านี้.....

         เส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่กำหนดด้วย ภูเขา และแม่น้ำ ทางฝั่งตะวันตกก็เช่นกัน เทือกเขาถนนธงชัย ต่อด้วยเทือกเขาตะนาวศรี... แม่น้ำสาละวิน ต่อด้วยแม่น้ำเมย
         หาก"ขุนเขา" และ "สายน้ำ" เป็นสิ่งแบ่งแยก แล้วอะไร จะเป็นสิ่งเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ ถ้าไม่ใช่... "ความรัก"

         บนแผนที่โลก เรามองเห็นเส้นกั้นพรมแดนชัดเจน แต่บนพื้นที่จริง...
         มีใครเคยเห็นเส้นเหล่านั้น...

โขง...มหานทีแห่งชีวิต

โขงเจียม......... 
ดินแดนตะวันออกสุดของประเทศไทยริมมหานทีที่ยิ่งใหญ่ อย่างแม่น้ำโขง มีความอัศจรรย์ของสายน้ำและขุนเขาซ่อนอยู่ ใครที่ชื่นชอบแดดอ่อนๆในยามเช้าที่นี่?คือที่ที่คุณได้สัมผัสแสงแรกของตะวันก่อนใคร
อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอำเภอเล็กๆสุดชายแดนด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย อิงแอบอยู่อย่างเงียบสงบกับสายน้ำโขงสีปูนและน้ำมูลสีคราม
อากาศบริสุทธิ์ริมแม่น้ำโขง ทั้งกลิ่นอายธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คนริมสายน้ำ ผสมผสานกับความยิ่งใหญ่ของภูผาหิน ที่มีประติมากรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทิวเขาสลับซับซ้อนจากฝั่งลาวที่ มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ง่ายที่จะตกหลุมรัก กับดินแดนที่ไม่เคยสิ้นเสน่ห์และมนต์ขลังแห่งนี้
ด้วยความสงบเงียบ ทำให้หลายคนเลือกที่จะมาพักผ่อน และปล่อยวางจากพันธนาการอันวุ่นวาย แต่ก็มีอีกหลายคนเลือกที่จะมา เพื่อชมพระอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าก่อนใคร ในสยามจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยและง่ายต่อการเดินทางมี 2 จุด
ใครที่อยากได้บรรยากาศเรือหาปลาชาวบ้าน ริมน้ำภูเขาลูกโตทิวเขาสลับซับซ้อนจากฝั่งลาว ที่มองไปเรียงรายอยู่ไกลออกไปให้ยืนชมที่กลางสะพานข้ามแม่น้ำมูล ถือเป็นจุดชมวิวที่มีเสน่ห์และโรแมนติกมากจริงๆ
หากต้องการภาพความยิ่งใหญ่อลังการ ให้ไปชมบริเวณยอดหน้าผาที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ที่นี่คุณจะเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นไหล่เขา ตัดกับเส้นขอบฟ้าเบื้องล่าง มีลำน้ำโขงทอดตัวยาวไกลสุดสายตา
เพียงไม่กี่นาทีที่แสงแรกของตะวันโผล่ขึ้นมาทักทาย คุณจะเป็นคนแรกในประเทศไทย ที่ได้สัมผัสความงามของแสงสีทองอร่ามของแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้

เปิบข้าว

เคยมีหนังสือเล่มนี้สมัยเรียนม.ปลายแต่เพื่อนยืม แล้วหาย ซื้อหนังสือกวีความรักมาให้ แต่ก็ไม่เคยลืม

จนได้ฟังเพลง ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มนั้น ชนชั้นกรรมาชีพยังไม่ได้หมดไปจากประเทศไทย
ใคร ที่ยัง โง่ จน เจ็บ ใครที่ร่ำรวยจากน้ำพักน้ำแรงของชาวนา ไม่ได้รู้จัก " จิตร ภูมิศักดิ์"เพราะเกิดหลังยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่รู้จักการต่อสู้ของประชาชน

" เปิบข้าว "

เปิบข้าวทุกคราวคำ    จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน    จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้น่ะมีรส    ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังซิทุกข์ทน    และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง    ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว    ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด    ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น    จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง    และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น    ที่สูซดกำซาบฟัน

(จิตร  ภูมิศักดิ์) 

          มี หลายคนเข้าใจผิด  ว่าการเปิบข้าวนี้เป็นลักษณะการกินข้าวแบบชาวอีสาน  แต่แท้ที่จริงแล้วการเปิบข้าวคือวัฒนธรรมการกินข้าวของคนไทยทุกภาคและที่ สำคัญคือจะเน้นใช้กับข้าวสวย หรือข้าวจ้าวซะมากกว่า  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542  เปิบ, เปิบข้าว  ก. ใช้ปลายนิ้วขยุ้มข้าวใส่ปากตนเอง 
          นั่นหมายถึงการใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง รวมถึงนิ้วก้อยตะล่อมข้าวมาให้พอคำ แล้วยกป้อนเข้าปากจากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือช่วยดันเข้าปาก  แสดงว่าการเปิบข้าวนี้เน้นที่การกินหรือทานข้าวสวยมากกว่าข้าวเหนียว  ซึ่งภาคอีสานจะใช้คำว่า จก  ปั้น  จ้ำ  คุ้ย  กับการกินข้าวกับข้าวเหนียว 
          การเปิบข้าวไม่ใช่แค่เพียงวัฒนธรรมไทยเท่านั้น  แม้แต่ชาติอื่นในภูมิภาคอุษาคเนย์รวมทั้งชาติอาหรับหรือแอฟริกาก็มีวัฒนธรรม การกินข้าวแบบเปิบทั้งสิ้น  จึงถือเป็นการกินข้าวแบบปกติของชาวไทยทุกภูมิภาคในอดีตในยุคที่การใช้ช้อน ส้อมยังไม่แพร่หลาย 
          ในทศวรรษที่ 2490  ช่วงที่คุณจิตร  ภูมิศักดิ์ประพันธ์บทกวีบทนี้ก็เป็นช่วงที่การใช้ช้อนส้อมยังไม่เป็นที่แพร่ หลาย  คนส่วนใหญ่ไม่ว่าระดับไหนก็ล้วนทานข้าวแบบเปิบข้าวด้วยทั้งนั้น  สังเกตจากสำรับอาหารไทยจะมีขันน้ำใบขนาดกลาง ๆ ใส่น้ำไว้เพื่อให้คนที่ทานสำรับข้าวได้ชุบมือเพื่อกำจัดเศษอาหารที่ติดมือ อันทำให้ดูไม่งาม  หลายคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าบทกวีนี้พูดถึงการกินข้าวแบบอีสานจึงไม่ถูกต้อง  บางคนถึงกับตั้งข้อวิพากษ์ว่า  ข้าวในผืนนาจากภาคอีสานในสมัยนั้นจะมาถึงคนกรุงได้อย่างไร  เพราะภาคอีสานล้วนแห้งแล้งกันดาร  การคมนาคมขนส่งก็แสนยากลำบาก  และเพราะเห็นว่าคนกรุงนั้นล้วนกินข้าวจากพื้นนาในภาคกลางทั้งสิ้น
          ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคุณจิตร  น่าจะต้องการสื่อความหมายถึงชาวนาทั่วทุกภูมิภาคไม่จำกัดแต่เฉพาะเพียงภาค อีสาน  และไม่ได้เจาะจงว่าเป็นชนชั้นปกครองหรือคนเมืองในภูมิภาคไหน  นั่นเพราะทั่วถิ่นแดนไทยล้วนบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักทั้งสิ้น  และยิ่งสมัยนั้นด้วยแล้วคนภาคกลางล้วนเปิบข้าวกันทุกจังหวัด  ถือเป็นการมีโลกทัศน์ที่กว้างของคุณจิตร  หรือหากจะมองด้านการขนส่งจำหน่ายข้าวแบบปัจจุบันแล้ว  ข้าวที่ขึ้นห้างให้เราได้กินนั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามาจากภูมิภาคไหน  และข้าวในภูมิภาคอีสานของไทยก้ยังมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น ข้าวหอมมะลิ  เป็นต้น  เพลงนี้จึงต้องการชี้นำบอกกล่าวหรือสั่งสอนให้คนทั้งประเทศ  และยังมีความทันสมัยอินเทรนด์ตลอดเวลาตราบเท่าที่ประเทศไทยยังมีการบริโภค ข้าวและทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่
          บทประพันธ์นี้คุณจิตรได้ใช้ถ้อยคำที่ประชดประชันชนชั้นปกครอง  รวมถึงคนในชุมชนเมืองที่ถือว่าตนเองศิวิไลซ์และมักดูถูกชาวนาว่าด้อยค่า  ให้รู้ว่าข้าวทุกเม็ดที่เราเปิบหรือหม่ำๆๆ  ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแห่งความทุกข์ยากของชาวนาทั้งสิ้น  เป็นการสะกิดเตือนให้รู้ซึ้งถึงการต่อสู้ของชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของ ชาติ  หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเอาแรงกายใจต่อสู้กับธรรมชาติรวมถึงอำนาจการขูดรีดกด ขี่ของเหล่าพ่อค้าคนกลาง  เพื่อให้ได้เมล็ดข้าวสีขาวให้เราได้บริโภคจนอิ่มหนำเติบโต  หรือจะให้ทันสมัยหน่อยก็เอาไปบดหมักทำเป็นแป้งพิซซ่าราดซอสมะเขือเทศให้คุณ หนู ๆ ขาได้กินอร่อยลิ้น  แม้จะไม่ได้ผลกำไรอย่างเช่นคนที่คาดหวังกับ demand  &  supply  เหมือนคนเมืองทั้งหลาย  แต่ก็ยังต้องสู้ทนประทังชีวิตไปวัน ๆ เพราะไม่ทำแล้วก็ต้องอดตาย 
          ยิ่ง เดี๋ยวนี้น้ำท่วมทุ่งนาทุกปี  พืชผลทางการเกษตรก็เสียหายหนำซ้ำยังไร้คนเหลียวแลอย่างจริงจังและจริงใจไม่ ไก่กาด้วยแล้วยิ่งมีแต่หมดหวังและตังค์หมด  หรือเพราะความทุกข์ยากอย่างนี้เองชาวนาหลายคนจึงหันมาทำอาชีพอื่นกัน หมด  ลูกหลานชาวนาพอจบชั้นม.6  โรงเรียนบ้านหนองใหญ่ก็พากันเข้าเมืองมาเป็นดาวเดือนมหาลัย  ที่นาที่มีอยู่ก็ขายทำเป็นคอนโด  แล้วอย่างนี้อีกหน่อยใครจะมาปลูกข้าวให้เรากิน  แต่ไม่แน่ดาวเดือนมหาลัยผู้เป็นลูกชาวนาอาจจบสถาปัตย์มาดีไซน์คอนโดให้คน ปลูกข้าวบนพื้นปูนได้ใครจะไปรู้  ถึงเวลานั้นขึ้นมาจริง ๆ อาจต้องกัดกินผนังตึกแทนข้าวก็เป็นได้ (เพ้อ...ซะงั้น) 
          จากวรรคที่ว่า  "น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง  และน้ำแรงอันหลั่งริน  สาย เลือดกูทั้งสิ้น  ที่สูซดกำซาบฟัน" เป็นการแสดงออกถึงศักดิ์ศรีของชนชั้นกรรมาชีพ  เพื่อเตือนให้ชาวเมืองรู้ว่าทุกเม็ดข้าวที่เข้าปากล้วนเกิดจากน้ำเหงือและ สายเลือดของชาวนาทั้งสิ้น  ลึกกว่านั้นคุณจิตร  คงไม่ต้องการให้ชาวนากรรมาชนถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือนั่น เอง  
ลูกเขยชาวนา....24 กพ 57...                                               

ส้นตีน...ไม่ใช่คำหยาบ

เหยียบย่ำมาทั่วแคว้นทุกแดนถิ่น
ตะลอนสิ้นทั่วไทยไปมาหมด
จะร้านช่องซ่องไหนไม่เคยลด
กี่คุงคดโค้งฟ้าที่ข้าไป

เห็นแผ่นดินแปลกตาหลายคราครั้ง
เห็นกี่หวังเริ่มต้นในหนใหม่
ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนฟ้าฉาบทาใด
ความจัญไรยังคงอยู่คู่สภา

ส้นตีนข้าพาย่ำนำทางทิศ
ผ่านถูกผิดคิดยลการค้นหา
ดินกี่สีที่เยือนเปื้อนบาทา
มากคุณค่าคำตอบมอบแด่ใจ

ไอ้ตีนแดงตะแคงเดินผิวเผินนัก
ความทุกข์ทนมิประจักษ์ยังสาไถย
เคยรึย่ำไปทั่วเห็นหัวใคร
ยังแต่ใส่ความสร้างอวดอ้างตน

เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อยังตอแหล
ส้นตีนแท้มิเคยย่ำนำทางหน
ยังแต่เหยียบหัวบ่าประชาชน
อวดอ้างกลมายาสารเลว


ทางเลือก...

....ในชีวิตคุณคุณเท่านั้นเป็นผู้กำหนด และคุณเท่านั้นเป็นผู้เลือกอนาคตด้วยตัวของคุณเอง….. ผมไม่ได้พูดเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย เพื่อนๆ หรือแม้แต่บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในชีวิตคุณ พวกเขาไม่มีสิทธิเลือกอนาคต หรือทางเดินชีวิตของคุณ ดังนั้นจงมั่นใจในทางที่ตนเองเลือก มั่นใจในทางเลือกชีวิต มั่นใจต่อทางที่ตนเองชอบ แล้วระเบิดมันออกมาเป็นการกระทำที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ
ผมมีนิทานซึ่งคุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากมายที่จะยกมาเล่าให้คุณฟัง
เรื่องมีอยู่ว่า ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง คุณครูบอกให้นักเรียนในชั้นเขียนเรียงความว่า นักเรียนแต่ละคน ต้องการเป็นอะไรในอนาคตเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ โดยต้องนำเรียงความนั้นมาส่งในวันรุ่งขึ้น และเรียงความหัวข้อนี้จะเป็นสิ่งกำหนดเกรดในวิชาสังคมวิทยา
ในวันต่อมานักเรียนในห้องทั้งหมดได้นำเรียงความมาส่งครูตามกำหนด แต่ละคนก็เขียนว่า ต้องการเป็นคุณครูบ้าง เป็นแพทย์บ้าง เป็นทหารบ้าง แต่มี 1 ในนักเรียนทั้งหมดเขียนว่า เมื่อโตขึ้นเขาต้องเป็นเจ้าของฟาร์มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Texas และมีฝูงม้า ฝูงวัว เกือบห้าพันตัว ครูได้ส่งเรียงความนั้นคืนแก่นักเรียนคนนั้น และให้เกรด F (ตก) แก่นักเรียนคนนั้น และให้นักเรียนคนนั้นนำบทความดังกล่าวกลับไปเขียนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า ” นี่สิ่งที่เธอเขียนมามันเกินตัว และมันเป็นไปไม่ได้ รู้ไหมว่าความเป็นไปได้มันน้อยมาก ”
เด็กนักเรียนคนนั้นรับเรียงความคืนจากอาจารย์ด้วยความผิดหวัง และนำกลับบ้านไปเพื่อเขียนใหม่ส่งอาจารย์ เมื่อกลับถึงบ้านนักเรียนผู้นั้นได้ถามบิดาของตนเองว่า สิ่งที่เขาเขียนลงไปนั้นมันผิดมากหรือ ทำไมครูถึงให้ F บิดาของนักเรียนได้ทราบดังนั้นจึงได้ตอบไปว่า ” ให้ลูกใช้สติปัญญาดูว่าลูกจะแก้ไขบทความ หรือเขียนบทความใหม่หรือไม่ ลูกเป็นผู้เลือกเอง “
ในวันต่อมานักเรียนคนนั้นได้ส่ง เรียงความบทเดิมให้กับอาจารย์ พร้อมกับบอกอาจารย์ว่า ” ครูครับให้ครูเก็บ F ของผมไว้เถอะครับ ส่วนผมจะเก็บความฝันของผมไว้ ” คุณครูตะลึง และงงกับการกระทำของลูกศิษย์คนนี้เป็นอันมาก
จนเมื่อเติบโตขึ้นนักเรียนคนนี้ ได้เป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงวัว และม้าที่ใหญ่ที่สุดใน Texas และเป็นเจ้าของวัว และม้ารวมๆ กันเกือบ 6,000 ตัวซึ่งมากกว่าที่เขาได้เขียนเรียงความไว้ซ่ะอีก ในวันหนึ่งอาจารย์ที่เคยให้ F นักเรียนคนนี้ได้เข้ามาเพื่อซื้อม้าจากฟาร์ม และได้บอกกับลูกศิษย์คนนี้ว่า ” ครูต้องขอโทษด้วยที่ให้ F เธอ ครูขอให้เปลี่ยนเกรดเธอเป็น A และครูขอให้ FF แก่ตัวครูเอง และขอโทษที่ดูถูกความฝันของเธอ “
เป็นอย่างไรบ้างครับเรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟัง ที่ผมยกเรื่องนี้มาเล่าไม่ได้เพื่อยกย่องถึงความร่ำรวยของเด็กนักเรียนที่ประสบความสำเร็จเมื่อเติบใหญ่ แต่สิ่งที่ผมซึ่ง และกินใจกับเรื่องนี้คือ นักเรียนผู้นี้ไม่ยอมให้คำตัดสินเรียงความในตอนเด็กของอาจารย์เป็นเครื่องกำหนดทางเลือก และชะตาชีวิตของตน เขาเท่านั้นเป็นผู้กำหนดชีวิตของตนเอง ลองคิดสิครับ หากนักเรียนคนนี้ไม่เชื่อในฝันของตน และยอมเขียนเรียงความใหม่ส่งอาจารย์ วันนี้เราอาจจะไม่มี เจ้าของฟาร์มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา นักเรียนคนนี้คงเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่ทำงานเช้ามาเย็นกลับ และไม่มีความมั่งคั่งร่ำรวย
ชีวิตของคุณก็เช่นเดียวกันครับ ชีวิตของคุณ คุณเท่านั้นเป็นผู้เลือกทางเดินชีวิตของคุณเอง จงมั่นคง มั่นใจในทางเลือกของตน เลือกทำในสิ่งที่ตนรัก และศรัทธา เมื่อนั้นทางเดิน และความสำเร็จจะเปิดกว้าง คุณจะมีความสุขจากการเลือกของคุณเอง ไม่ใช่ให้ใครเป็นผู้เลือกให้คุณ จงเดินทางไปตามศรัทธา และทางเลือกของคุณ ณ ตอนนี้ เริ่มตอนนี้ หรือคุณจะรู้สึกตัวเมื่อคุณอายุเข้าวัยเกษียณ 60 ปีล่ะครับ
ทุกๆ อย่างเริ่มที่ก้าวแรก….หากคุณไม่เริ่มคุณก็อยู่แบบเดิม แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไรล่ะครับ จริงไหม…

เจดีย์แดง...ศรัทธาที่พิสูจน์ไดื ...และครูอาจารย์ หลวงพ่อ จำลอง..

ตะกรุดที่ขึ้นชื่อ มากด้วยประสบการณ์ แคล้วคลาด คงกระพัน ตะกรุดดำหลวงพ่อจำลอง

ตะกรุด ดำเป็นหนึ่งในสี่ตะกรุดที่เลื่องลือของหลวงพ่อฯ พุทธคุณด้าน ป้องกันภัย แคล้วคลาด คงกระพัน สภาพบุรุษ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้าหรือผู้ที่ต้องเดินทางไกลมักจะบูชาคล้องคอเพื่อเป็นสิริมงคลและคุ้ม ครอง ขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติงานหรือหน้าที่ ขอบอกว่ามากมายด้วยประสบการณ์การที่จะให้สิ่งศักดิ์แผ่บารมีเกื้อหนุนคุ้ม ครองนั้น จิตใจของผู้ครอบครองนั้นก็เป็นสิ่งประกอบสำคัญที่ต้องยึดมั่นในความดี เมตตา ดังนั้นกุศลของผู้ที่ครอบครองประกอบกับพุทธคุณของหลวงพ่อในตัวตะกรุดก็จะส่ง ผลให้ความสำเร็จความเจริญเข้ามาสู่ชีวิต

แบ่งวัตถุมงคลของ หลวงพ่อฯกันไปบูชาครับ ราคาแบบเป็นจริงที่สุด ค่าบูชาตะกรุด+ค่ากรอบ+ค่าจัดส่ง +(ค่าน้ำมัน) ก็เหลือน้อยครับ รับจากมือหลวงพ่อบนกุฏิ ไม่ได้ไปเอาจากร้านที่ไหน อยากให้ได้ของดีแก่เพื่อนๆสมาชิกและครอบครัวทุกท่านไปบูชากัน

ขนาดของตะกรุดยาว 7.8 ซ.ม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 ซ.ม.จัดส่งพร้อมรูปหลวงพ่อ+คาถาบูชา

หลวง พ่อจำลอง วัดเจดีย์แดง เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียง ลูกศิษย์ ลูกหามากมายทั้งนอกและในตัวจังหวัดอยุธยาเอง สังเกตจากกิจนิมนต์ของท่านในงานพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลที่มีเกจิอาจารย์ชื่อ ดังมาร่วม ท่านจะเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ ตอนที่กระแสจตุคามกำลังมาแรงหลวงพ่อไม่ค่อยได้อยู่วัดเพราะติดกิจนิมนต์แทบ ทุกวันวัตถุมงคลของท่านที่รู้จักกันดีและขึ้น ก็คือ ตะกรุดซึ่งตะกรุดของหลวงพ่อทำตามตำรับโบราณซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยา ทำจากตะกั่วรีดเป็นแผ่น ลงยันต์เฉลียวเพชร ม้วนกลมแล้วถักด้วยด้ายสายสิญจน์ นำมาลงรักปิดทอง

ตะกรุดของ ท่านมี 4 อย่าง คือ ตะกรุดดำ แดง สาริกา และตะกรุดไตรมาส ซึ่งพุทธคุณในแต่ละดอกหรือวาระการทำก็จะมีความคล้ายหรือแตกต่างกันออกไปบ้าง

ตะกรุด แดงให้พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม เจรจา ค้าขายตะกรุดดำมีพุทธคุณด้านมหาอำนาจ แคล้วคลาด คงกระพันตะกรุด(คู่)สาริกามีพุทธคุณด้านเมตตา มหาเสน่ห์ เจรจา ค้าขายตะกรุดไตรมาส ปลุกเสกตลอดเข้าพรรษา รวมสุดยอดพุทธคุณ

ตะกรุด ของหลวงพ่อนั้นมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ด้วยสีของแผ่นทองที่พันรอบตัวกับสีของตัวตะกรุด (ดำ,แดง) เมื่อนำมาใส่กรอบก็จะดูคล้ายเครื่องประดับที่พร้อมไปด้วยพุทธคุณที่หลวงพ่อ ได้บริกรรมคาถาใส่ในตัวตะกรุด

ตะกรุดดอกดำ รวมสุดยอดประสบการณ์เมื่อก่อนใครจะรับดอกดำต้องรับพาน (รับพานครู) ความหมายก็คือรับแล้วต้องลองเลย ซึ่งในปัจจุบันไม่ต้องแล้ว ท่านคงอยากให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ของดีไว้ใช้เลยไม่ต้องรับพาน แต่ก็มีบางคนที่แน่วแน่ที่ขอรับพานครูในทันที เสียงหลวงพ่อบริกรรมคาถาพร้อมใช้มือลูบน้ำมนต์ลงไปที่หลัง หลวงพ่อในท่ากึ่งยืนกึ่งนั่งกดมีดแหลมคมลากเป็นแนวยาวทั่วหลังเป็นสิบครั้ง บนหลังมีแต่รอยลากนูนปนเลือดไหลซึมเป็นยางบอน แต่แผลไม่ฉีก พิจารณามีดที่หลวงพ่อส่งให้ดู สายตาทุกคู่และเสียงที่พึมพรำบนกุฏิอย่างอัศจรรย์ เหตุการณ์บนกุฏิยังติดตาผมและใครอีกหลายคนอยู่ เสียดายไม่ได้ติดกล้องไปด้วย

ตระ กรุดดำส่วนมากจะพบเห็นในเหล่าผู้ชาย วัยรุ่น โดยเฉพาะตำรวจ ทหาร ที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่ภาคใต้ก็มาบูชาจากท่านไปก็พอสมควร ถ้าท่านทราบก็จะนำเหล็กมาจานที่ตัวตะกรุดให้ด้วย มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆทหาร บอกว่าจะนำไปติดตัวและให้เพื่อนเพราะมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ มีพี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างขับมาคนเดียวจากคลองสี่ ปทุมฯ แกไม่เคยมา ขับไปถามทางเข้าวัดไป เสื้อวินก็ยังไม่ถอด มาเข้าแถวรอรับตะกรุดดำ เล่าว่าตอนเช้าเพื่อนที่วิน คุยท้าถึงความขลังของตะกรุดบนคอตัวเอง เลยท้านัดเอาปืนมายิงเพื่อพิสูจน์ ผลออกมาว่าดอกดำของหลวงพ่อ ยิงไม่ออก 4 ลูก ดูเสร็จขับรถมาเลย ดอกนี้แน่นอน พี่ถึงต้องมารับเอง ใจร้อนเรื่องลองยิงอย่างนี้ผมก็เคยเจอตำรวจลองของในสนามยิงปืน ติดตะกรุดของสำนักต่างๆ บนเป้า ที่ระยะ 2 เมตร สิ่งที่เกิดคือของหลวงพ่อ ยิงไม่ออก ก็ถึงกับประหลาดใจ อีกคนที่มาด้วยหยิบปืนขึ้นมาเล็ง ครู่นึงต้องวางปืนบอกใจมันไม่นิ่ง ก็อดประหลาดใจว่าใช่พุทธคุณในตัวตะกรุดหรือไม่ ส่วนสำนักอื่นที่ลอง เดาเอาเองครับ ถ้าประสบการณ์ตรงผมก็เรื่องขับรถแล้วเผลอหลับใน อยู่ดีๆสะดุ้งตื่นมาเหยียบเบรกทันเลยผ่อนหนักเป็นเบา (วันนั้นขึ้นคอทั้ง 3 ดอกเลย) เคล็ดนิดหน่อย ซ่อมรถไปหลักหมื่นตะกรุดแดงและสาริกาขนาดจะเล็กลงมาตามลำดับ สาวๆที่ทำงานผมก็ใส่ขึ้นคอกันครับ เพราะผมเล่าให้ฟัง ก็เลยฝากผมบูชามาให้ใส่กรอบสวยๆ ตอนนี้ก็ดีขึ้นเป็นลำดับครับ ทำงานไม่ติดขัดอะไร การเงินก็เริ่มดีขึ้น ถ้าใจเราศรัทธาพุทธคุณก็นำพาและเสริมส่ง นี่เห็นผมเหน็บตะกรุดคู่สาริกาที่กระเป๋าเสื้อแล้วดูสวย ก็จะฝากบูชากันอีก เพราะรู้สึกว่าทำงานเข้าตาเจ้านาย พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายก็คล้องคอกันอยู่ครับคล้องคู่เลย แดง + สาลิกา ยกตัวอย่างร้านขายก๋วยเตี๋ยวแถวงามวงศ์วาน คนแน่นทุกวัน ใบ้ให้ว่าเป็นร้านเย็นตาโฟตะกรุดไตรมาส ซึ่งเป็นตะกรุดที่หลวงพ่อท่านได้อธิฐานจิตปลุกเสกตลอดเข้าพรรษา 3 เดือน ในโบสถมหาอุตและให้บูชาในวันออกพรรษาเพียงวันเดียว ที่บอกว่าเพียงวันเดียวนั้นหมายความว่าเพียงวันเดียวก็บูชาจนหมด ซึ่งในวันออกพรรษานั้นจะมีศิษยานุศิษย์มาร่วมทำบุญและรอบูชาตะกรุดกันอย่าง เนื่องแน่น ตะกรุดไตรมาสจะมีสองขนาดจะมีขนาดใหญ่และเล็ก ขนาดใหญ่นั้นจะหายากเพราะท่านสร้างน้อยกว่าและราคาขอแบ่งบูชาจากคนที่มีก็ไป หลักเกือบครึ่งหมื่น ส่วนใหญ่ตะกรุดไตรมาสจะหาบูชายากกว่าตะกรุดแบบอื่นเพราะคนที่มีจะเก็บไว้ใช้ เองเพราะหายาก 1 ปี 1 ดอก ราคาถ้าถามหาจากคนในพื้นที่เกินหลักพันแน่นอน

จริงๆ แล้วตะกรุดของหลวงพ่อทุกชนิดทุกดอก น่าจะมีพุทธคุณที่คล้ายกัน เพราะก่อนจะรับหลวงพ่อก็จะพรมน้ำมนต์และบริกรรมคาถากำกับด้วยเสียงที่เข้ม ขลัง ก่อนส่งให้กับมือ

ยุคนี้คล้องวัตถุมงคลของหลวงพ่อติด ตัวไปไหนดีกว่าใส่ทองครับ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวใจ ให้ระแวดระวัง มีสติ ให้ทำสิ่งดี ไม่อันตราย พุทธคุณหลวงพ่ออยู่ข้างกาย คิดแค่นี้ก็อุ่นใจแล้วครับ






วัดเจดีย์แดง* 

                วัดเจดีย์แดง  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  “วัดแดง”  ตั้งอยู่ที่บ้านแดง  หมู่ที่ ๔ ตำบลหัวรอ  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ปัจจุบันเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  มีเนื้อที่ ๑๙ ไร่  ๓ ตารางวา พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มประกอบด้วยสิ่งก่อสร้าง  หรืออาคารเสนาสนะสำคัญๆ  คือ  อุโบสถก่ออิฐถือปูน  ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร  ยาว ๒๔ เมตร  ศาลาการเปรียญสร้างด้วยไม้  ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร  กุฏิ  ๗ หลัง  เป็นอาคารไม้ ๔ หลัง  ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๓ หลัง  และหอระฆังก่ออิฐถือปูน๑
                เมื่อพิจารณาแผนผังของวัดพบว่า  ด้านหน้าของวัดหันไปทางทิศตะวันออก  ด้านหลังอยู่ใกล้กับแม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเส้นทางไปออกโพธิ์สามต้น  มีการแบ่งเขตออกเป็นเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสด้วยทางเดินถนนคอนกรีตขนาด เล็ก  เขตพุทธาวาสประกอบด้วยอุโบสถ  เจดีย์ใหญ่ด้านหลังอุโบสถ  และสระน้ำโบราณทางทิศใต้ขนาดใหญ่เกือบเท่าความกว้างยาวของอุโบสถ  สิ่งก่อสร้างทั้งสามนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ส่วนศาลาเล็กระหว่างอุโบสถและเจดีย์ใหญ่  และเมรุเผาศพ  สร้างเพิ่มสมัยปัจจุบัน  ส่วนเขตสังฆาวาสประกอบด้วย  หมู่กุฏิ  ศาลาการเปรียญ  หอสวดมนต์  หอระฆังและเจดีย์ขนาดเล็กทรงหกเหลี่ยม  และทรงแปดเหลี่ยม  รวม ๒ องค์  ล้วนเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
                ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับได้กล่าวถึงวัดนี้ว่าเป็นสถานที่ตั้ง ค่ายและชุมนุมพลของทั้งกองทัพไทยและกองทัพพม่า  รวม ๓ ครั้งด้วยกัน
                ครั้งที่ ๑  เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๓  ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ  (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐) กรุงกัมพูชาหรือเขมรเกิดความไม่สงบ  เจ้านายเขมรคือ  นักพระรามาธิบดีกับนักพระศรีไชยเชษฐา  สู้รบกับญวนไม่ได้  จึงพาพระบรมวงศานุวงศ์  ข้าราชการและชาวเขมรหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางเมืองปราจีนบุรี  สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเมืองปราจีนบุรีไปรับเข้ามายังพระนคร  แล้วมีพระบรมราชโองการให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพเกณฑ์คนจำนวนหนึ่งหมื่น คน  โดยตั้งชุมนุมพลที่วัดพระเจดีย์แดง  ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชาสำเร็จ เขมรจึงตกเป็นประเทศราชของไทยอีกครั้งจนถึงเสียกรุง๒
                ครั้งที่ ๒  และ  ๓  ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์หรือพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ (พ.ศ. ๒๓๐๑ - ๒๓๑๐)  กล่าวคือ


                เมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๒  กองทัพพม่าภายใต้การควบคุมของพระเจ้าอลองพราญีมังลอง  ทรงส่งทัพหน้าซึ่งตั้งค่ายใหญ่  ณ ตำบลโพธิ์สามต้น  มีเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพ  ไล่กองทัพไทยภายใต้การนำของหมื่นทิพเสนา  ปลัดกรมพระตำรวจในขวา  และกองพลทหารจีนที่มาช่วยรบจนสามารถเข้ามาตั้งค่ายที่เพนียด  วัดพระเจดีย์แดง  และวัดสามพิหาร  แล้วบังคับคนไทยให้ทำบันไดเป็นจำนวนมากสำหรับใช้พาดกำแพงปีนเพื่อปล้นเอา เมือง๑
                ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๐๘  ทัพพม่ายกเข้ามาทุกทิศทุกทาง  พระเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้เกณฑ์กองทัพไปตั้งรับพม่า  ณ ที่ต่างๆ ทัพหนึ่งจากเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดพระเจดีย์แดง ทัพเมืองนครราชสีมาลงไปรักษาเมืองธนบุรี  เมื่อทัพพม่าจุดไฟเผาปราสาทที่เพนียดแล้ว ก็ตั้งค่ายลงที่เพนียด  วัดพระเจดีย์แดง  วัดสามพิหาร  ซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางเดียวกัน รวมทั้งที่วัดใกล้เคียงอื่นๆ โดยปลูกหอรบตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในกรุงทุกๆ ค่าย๒

                โบราณสถานที่น่าชมภายในวัดเจดีย์แดง ได้แก่
                อุโบสถ   แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  หลังคามุงกระเบื้องดินเผาที่เรียกว่า  “กระเบื้องกาบกล้วย”  ลวดลายประดับหน้าบันรวมทั้งช่อฟ้าใบระกาชำรุดหักพังไปหมด  ด้านข้างมีชายคายื่นออกมาเล็กน้อย  ด้านหน้าและด้านหลังมีมุข  มุขแต่ละข้างมีเสารองรับสี่ต้น  สองต้นติดกับผนังอุโบสถ  และอีกสองต้นรองรับชายคา เป็นเสาสี่เหลี่ยมมีบัวหัวเสา  ผนังเจาะเป็นช่องหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าข้างละ ๖ ช่อง  เจาะช่องประตูด้านละ ๒ ช่อง   ฐานอุโบสถมีลักษณะอ่อนโค้งแบบหย่อนท้องช้าง
                บนลานประทักษิณที่ยกสูงจากพื้นดินประมาณ ๖๐ - ๗๐ เซนติเมตร เป็นที่ตั้งเสมาล้อมรอบ ๘ ทิศ  เป็นเสมาเดี่ยวทำด้วยหินทราย  ขนาดเล็กไม่มีลวดลาย  แต่มีกระหนกที่เอว  ตั้งอยู่บนฐานสูงก่ออิฐถือปูน  ฐานเสมาประกอบด้วย ฐานเขียง  ฐานสิงห์  ฐานบัว  และฐานบัวกลุ่ม  มีขนาดลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงตัวใบเสมา
                ลักษณะอุโบสถและใบเสมา  แสดงให้เห็นว่าเป็นศิลปะอยุธยาตอนปลาย  (กำหนดอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔)         

              เจดีย์ใหญ่หลังอุโบสถ   ปัจจุบันได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรแล้วด้วยการพอกปูนและทาสีใหม่  แต่ยังคงรูปแบบเดิมไว้  จากการสอบถามพระภิกษุ  และชาวบ้าน  ทราบว่าเรียกชื่อวัดตามลักษณะของเจดีย์องค์นี้ก่อนที่จะได้รับการซ่อมแซมที่ มองเห็นเป็นสีแดง  เจดีย์แดงเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน  (อิฐที่ใช้มีขนาดเล็กกว่าอิฐสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง) ประกอบด้วยฐานประทักษิณสูงลานแคบมาก  ฐานสิงห์ย่อมุมไม้ยี่สิบ  คือย่อด้านละห้ามุมลดหลั่นกันขึ้นไป  ถัดไปเป็นบัวกลุ่มปากระฆัง  องค์ระฆังทรงกลมรูปทรงเพรียว  จากนั้นเป็นบัลลังก์  ปล้องไฉนเป็นบัวกลุ่มซ้อนลดหลั่นกัน ๑๑ ชั้น  ปลีและเม็ดน้ำค้างเป็นลักษณะของเจดีย์สมัยอยุธยาตอนปลายที่ให้อิทธิพลต่อมา ยังเจดีย์ทรงเครื่องสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากนี้จะเห็นว่าลวดลายปูนปั้นประดับฐานสิงห์และลายเฟื่องอุบะ  ประดับส่วนบนขององค์ระฆัง  อาจทำขึ้นเพิ่มเติมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น   บริเวณฐานเจดีย์  พบเศียรพระพุทธรูปสลักจากหินทรายสีขาว ขนาดไม่ใหญ่นัก  สลักยังไม่เสร็จ  พร้อมกับชิ้นส่วนใบเสมาหินทรายสีขาว  ที่ส่วนปลายและกลางใบหรืออกเสมาสลักเป็นลวดลายดอกไม้ภายในเส้นขอบรูปสี่ เหลี่ยมขนมเปียกปูน  ลักษณะคล้ายกับใบเสมาที่วัดช่องนนทรี  กรุงเทพฯ  ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)  ทั้งเศียรพระพุทธรูปและใบเสมา๑  คงสร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน
                จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ศิลปะและโบราณคดีที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดสามารถสันนิษฐานได้ว่า  วัดเจดีย์แดง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ก่อนปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และเมื่อทรุดโทรมได้รับการบูรณะพัฒนามาโดยลำดับ

บรรณานุกรม

การศาสนา, กรม. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา,๒๕๒๕.

น.  ณ ปากน้ำ. ศิลปบนใบเสมา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ,๒๕๒๔.

ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และพงศาวดารหนือ เล่ม ๒  พระนคร :องค์การค้า
ของคุรุสภา,๒๕๐๔.



* นางสาวพัชรินทร์  ศุขประมูล  ค้นคว้าเรียบเรียง

๑ กรมการศาสนา, ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร  เล่ม ๑  (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๕), หน้า ๙๑.

เลหลัง...ฝังใจ

ผมมีอดีตมาเลหลัง มีความผิดหวังมาวางขาย
มีของแสลงใจ มาแบกะดิน

กำไลของคนเคยควงแขน สร้อยแหวนของคนใจหิน
คนที่ทำน้ำตาผมร่วงริน ของทุกชิ้น เขาทิ้งไว้ให้ช้ำใจ
ตุ้มหูของคนหูเบา รองเท้าของคนใจร้าย
ผมให้ไว้ ไว้เป็นของแทนใจ เขาทิ้งไป ผมจะโละให้สิ้น

ผมมีอดีตมาเลหลัง มีความผิดหวังมาวางขาย
มีของแสลงใจ มาแบกะดิน

ซีดีเพลงโปรดที่เคยซึ้งใจ โหดร้ายผมไม่อยากได้ยิน
ผมตัดใจขายชิ้น ฟรีชิ้น แถมเครื่องบินเข็มกลัดบาดหัวใจ
ผ้าพันคอของคนหลอกลวง ไม่หวง ผมไม่อยากเก็บไว้
ผมกล้ำกลืนขายไป เศร้าไป ถ้าเห็นใจ เหมามันไปให้สิ้น

ช่วยอุดหนุนผมหน่อยได้ไหม ล้างใจเปื้อนความล้มเหลว
เซ็กคันด์แฮนด์แฟนทิ้งเลยออนเซลส์ มาเร็วๆ มาเลือกมาชมได้ทุกชิ้น
โอ้ย.. โอ๊ะโอ้ย..

ผมมีอดีตมาเลหลัง มีความผิดหวังมาวางขาย
มีของแสลงใจ มาแบกะดิน

ตุ๊กตาหมีพูห์ดูเศร้าใจ ชอบไหมผมลดให้อีกหนึ่งชิ้น
ผมเทขายความช้ำที่ชาชิน ขายกินดีกว่ากินน้ำตา
กรอบรูปเคยจูบเมื่อก่อนนอน หลอกหลอนผมตลอดเวลา
รักแท้แต่ก็ไร้ราคา โปรดเถิดหนามาเหมามันไปให้สิ้น

ผมมีอดีตมาเลหลัง มีความผิดหวังมาวางขาย
มีของแสลงใจ มาแบกะดิน

มีของแสลงใจ มาแบกะดิน..

น่าน...ในวันวานที่คิดถึง...

โฮมสเตย์บ้านหาดผาขน พร้อมกิจกรรมพิเศษ โฮมสเตย์บ้านหาดผาขน น่าน สัมผัสวัฒนธรรมวิถีชีวิตและธรรมชาติชุมชนริมน้ำน่าน ที่ยังคงวิถีความผูกพันกับสายน้ำ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งอนุรักษ์ปลาในลำน้ำ และอนุรักษ์ป่าชุมชน จำนวนห้องพัก : 11 หลัง



รายละเอียด

 โฮมสเตย์บ้านหาดผาขน น่าน สัมผัสวัฒนธรรมวิถีชีวิตและธรรมชาติชุมชนริมน้ำน่าน ที่ยังคงวิถีความผูกพันกับสายน้ำ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งอนุรักษ์ปลาในลำน้ำ และอนุรักษ์ป่าชุมชนจำนวนห้องพัก : 11 หลัง  รับนักท่องเที่ยวได้ : 60 คนราคาค่าบริการบ้านพักโฮมสเตย์ : 100 บาทต่อคนราคาค่าบริการอาหาร : 80 บาทต่อคนราคาค่าบริการอื่นๆ

  บ้าน พักโฮมสเตย์ 100 บาท/คน/คืน- ค่าอาหาร 80 บาท/คน/มื้อ- ค่าล่องแพ 250 บาท/8 คน/ลำ- ค่าเรือแจว 50 บาท/คน/ลำ- ค่าเรือลำใหญ่ (16 คน) 800 บาท/คณะ/ลำ

กิจกรรม• บายศรีสู่ขวัญ  การเล่นดนตรีไทย• ล่องแพเล่นน้ำที่แม่น้ำน่าน  หาดผาขน• พายเรือในแม่น้ำ ชมทิวทัศน์• เล่นน้ำบริเวณแก่งหลวง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่…โฮมสเตย์บ้านหาดผาขน

 ที่อยู่ : 41 หมู่ 3 ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน 55000โทรศัพท์ : 086-921-7795









ติดต่อ

  • นางทองเพียร ปะนะ โทร. 086-921-7795

  • นายเสวียน   สองสีขวา  085-183-4975

  • นางนงค์ลักษณ์  เพชรดิน  086-045-9971

  • นายเชาว์  จุมปา 084-483-9850

  • ณัชชา  นาวงศ์ 081-024-9016

  • นายผิน  หรุ่ณใจ ผู้ใหญ่บ้าน 083-516-6038, 081-179-1833
จุดเด่นของโฮมสเตย์ ชุมชนริมน้ำน่าน ที่ยังคงวิถีความผูกพันกับสายน้ำ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งอนุรักษ์ปลาในลำน้ำ และอนุรักษ์ป่าชุมชน



รางวัลที่ได้รับ 

  • รางวัลดีเด่นระดับภาค ประเภทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (สาขาป่าไม้)  ปี 2539

  • มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย จากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

  • รางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2550
ประวัติความเป็นมา บ้านหาดผาขนมีอายุเกือบ 100 ปี เข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยทำไร่ ทำสวนในบริเวณริมฝั่งน่าน ซึ่งใกล้แหล่งน้ำอีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ก็ยังสมบูรณ์ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ปลาต่าง ๆ ในลำน้ำน่านก็มีมาก สาเหตุเป็นเหตุให้มีประชาชนจากหมู่บ้านอื่นย้ายเข้ามาอยู่และช่วยกัน อนุรักษ์ทรัพยากรไว้ ทำให้มีนักท่องเที่ยวและมีนักศึกษาเข้ามาดูงานวิจัย หัวหน้าหมู่บ้านจึงจัดการประชุมกลุ่มขึ้นเพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับชุมชน ด้วยการแบ่งบ้านของตนเองให้กับแขกผู้มาพักและเมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ขยายกลุ่มและจัดตั้งเป็นโฮมสเตย์ขึ้น  มีการจัดทำระเบียบข้อบังคับของ หมู่บ้านรวมไปถึงการเข้าพักโฮมสเตย์และการเที่ยวชมธรรมชาติด้วยแนวคิด อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม



กิจกรรมที่น่าสนใจ

  • บายศรีสู่ขวัญ การเล่นดนตรีไทย

  • ล่องแพเล่นน้ำที่แม่น้ำน่าน หาดผาขน

  • พายเรือในแม่น้ำ ชมทิวทัศน์

  • เล่นน้ำบริเวณแก่งหลวง

  • ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน ร่วมกิจกรรมกับชุมชน เช่น ทำนา เลี้ยงไหม เล่นน้ำลำน้ำน่าน

  • ศึกษาระบบนเวศน์ป่าชุมชน ล่องแพชมสองฝั่งลำน้ำน่าน ดูปลานานาชนิดที่ชาวบ้านร่วมกันอนุรักษ์

  • ชมและร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณี เช่น บายศรีสู่ขวัญ  การแสดงดนตรีไทยพื้นเมือง การฟ้อนแง้นโดยเยาวชนในหมู่บ้าน

  • รวมกิจกรรมของชาวบ้านกำหนดตามฤดูกาล
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถึง จ.นครสวรรค์ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 จนถึงพิษณุโลก และทางหลวงหมายเลข 11 ผ่าน จ.อุตรดิตถ์ และ อ.เด่นชัย จ.แพร่ จากเด่นชัยใช้ทางหลวงหมายเลข 101  ผ่าน จ.แพร่ จะถึง อ.ภูเพียง ก่อนถึง อ.เมือง จ.น่าน รวมระยะทางประมาณ 655 กม. หรือจาก อ.เมือง มาทางถนนสายน่าน – ทุ่งช้าง 1180 ประมาณ 4 กม. ถึงทางแยกเลี้ยวขวา ทางเข้ากองร้อย อสจ. ตรงมาจนถึงทางแยก เลี้ยวซ้ายอีกครั้งสุดปลายทางที่หมู่บ้านหาดผาขน...



ไก่ คนเดินทาง

12 เมย.57

















ตะเกียงชีวิตเดินทาง 2

ชีวิตที่ไม่มีใครมาขีดเส้นใต้ให้เดินนอกจากตัวของเราเอง
ชีวิตที่อาจไม่สวยหรู แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ
คนเราจึงมีเรื่องที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำมากมาย
....  ในห้วงของชีวิตจึงมีเรื่องทั้งที่ดีและไม่ดี....
เป็นส่วนผสมคละเคล้าในมนุษย์
จิตใต้สำนึกมันหล่อหลอม
ให้เกิดสิ่งใหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
   ถ้าไม่มีความชั่วแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความดี
ถ้าไม่มีผู้ชายแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัดส่วนตรงข้ามเรียกว่าผู้หญิง
มนุษย์มีพื้นฐานของการเดินทางตั้งแต่เกิดทุกคน
    อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเดินทางแบบใหน
บางคนเลือกที่จะเดินทางแบบสบายสบาย
ตรงกันข้าม...บางคนเลือกที่จะฝ่าฟันกับความยากลำบาก
ขุนเขา.....จึงแตกต่างจากทะเล....ที่ตรงนี้.....
......เป้ใบเก่า....กับรองเท้าคู่เดิม....




Guide Profile...ประวัติไกด์...

Welcome to Thailand, one of your ideal destination for your holiday.
My objective is to assist you to enjoy and get as much benefit out of your stay in and around Thailand by :--
• Organize sight-seeing & trekking tours for private groups, providing either standard or customized itineraries.
• Take you to see and experience – temples, handicraft centers, elephant camps, elephant training course, hill-tribe villages, white-water rafting, bamboo rafting, tiger kingdom and much more.
• Car rental / motorcycle rental.
• Airport / train station pickup & send off, ticket booking.
• Recommend and reserve hotel, restaurant, massage, spa.
Shopping Assistant - I'll show you shops and handicraft factories such as : jade, gems, silver wear, teak wood carving furniture, silk, antiques, bronze wear, decorative item etc
Please fell free to contact me for more information.
I have been working as Thailand local guide since 1996.
With my backup background, I know very very well about Thailand, my home country.
I was born , graduated in Pha Yao. At present, I still live in Kanchanaburi area.
I am very proud to show up the city with some information of local tradition, culture and history. I always explore around the city area of Bangkok and some other provinces to update information. There are a lot of places worthy for visiting which I will create time by time. Come and join the trip whatever types to be : individually, in group, walking tour or any special organized programs. I am experienced professional guide with the tourist license of TAT, my id is 11-36468.
Tour guide services/sample itinerary:
My service are :-
- Tour Leader.
- Tour guide.
- Tour booking.
- Car rental.
- Shopping assistant.
- Airport/Train station pick-up.
Thailand Adventure Tour
Enjoy a fun and adventurous introduction to Thailand as we travel on local transport and stay in simple hotels. See culture and nightlife in the capital of Bangkok, vibrant markets and temples in Chiang Mai in the north, and finish with a couple of days on the tropical island of Koh Chang for some rest and relaxation.
Tour Highlights
Bangkok - Explore the 'klongs', the network of waterways skirting the city's modern skyscrapers (optional)
Chiang Mai - Bustling walled old town famous for its night markets
Lampang - Visit the elephant sanctuary and hospital (optional)
Hilltribe Trek - Overnight trek to ethnic minority Karen village of north Thailand
Koh Chang - Golden sand beaches and warm waters of the Gulf of Thailand
Family Adventure Holiday In Southern Thailand
Southern Thailand is blessed with warm clear waters, tropical islands, ancient jungles and generous hospitality. On two days we visit one of Southeast Asia's oldest rainforests and unlock its secrets with a guided walk. In the second week we swap land for sea and discover two of the Thailand's famous tropical islands.
Tour Highlights
Bangkok - Tuk tuk ride to visit the glittering Grand Palace complex
Khao Sok NP - Elephant rides and jungle treks through lush rainforest
Koh Phangan - Stunning bays, beautiful beaches, waterfalls and forests
Ang Thong National Marine Park - Stunning limestone islands home to dolphins, sea otters and monitor lizards and once a haven for pirates !
Koh Samui - Coconut plantations and perfect palm fringed beaches
Travel - travel by overnight train, Tuk Tuk, canel boat, ferry and cruise boat
Transportation by tour guide:
Yes, transportation can be arranged upon request.
Tour guide interests:
Around Thailand And Domestic.
Rent a Van With Tout-guide.




โคลท์...ม้าแก่...แต่เก๋า...

Colt Model 1911 A1
     ในปีค.ศ. 1920 เบราว์นิ่งได้ทำการปรับปรับโมเดล 1911 ในบางจุดเพื่อให้ตัวปืนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรียกปืนรุ่นที่ปรับปรุงใหม่นี้ว่า โมเดล 1911 เอ1 หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆอีกเลยจนกระทั่งปลดประจำการ จุดที่แก้ไขปรับปรุงเป็นจุดที่มักจะก่อให้เกิดปัญหากับผู้ใช้ทั่วไปซึ่งพบ หลังจากที่ผ่านการใช้งานไประยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ที่ได้จากสนามรบ
     นับจากปีค.ศ. 1920 ที่มีการพัฒนาโมเดล 1911 มาเป็นโมเดล 1911เอ1 เป็นต้นมาจนกระทั่งปลดประจำการปืนกระบอกนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้ง สิ้น โดยเฉพาะในด้านรูปลักษณ์ และระบบปฏิบัติการของปืน ยกเว้นในเรื่องของชิ้นส่วนประกอบที่มีการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
     ในปีค.ศ. 1924 เอ็ม 1911 จำนวนหนึ่งที่ถูกส่งกลับมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับการพัฒนาในบางจุดเพื่อให้กลายเป็นเอ็ม  1911เอ1 ติดต่อกันทุกปีตั้งแต่ค.ศ. 1937 จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลงในปีค.ศ. 1954 ในส่วนของ เอ็ม 1911เอ1 ที่ผลิตออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์นั้นยุติสายการผลิตลงในปี ค.ศ. 1942 จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่  2 ยุติลงจึงเริ่มทำการผลิตต่อ
     โค้ลท์ โมเดล 1911เอ1 ที่ผลิตโดยบริษัทโค้ลท์เพื่อป้อนให้แก่กองทัพสหรัฐฯประทับคำว่า   “COLT’S PT. FA. MFG.CO.”  เหนือคำว่า  “HARTFORD, CT. U.S.A.” ไว้ที่ด้านซ้ายของสไลด์ด้านหลังหมายเลขสิทธิบัตร และมีรูปลูกม้าผงาด หรือแรมพันท์โค้ลท์ประทับอยู่ที่ด้านหลังร่องกันลื่นท้ายสไลด์  มีคำว่า  “UNITED STATE PROPERTY” อยู่ที่โครงปืนด้านซ้ายบริเวณหน้าโกร่งไก และมีคำว่า “MODEL OF 1911 U.S. ARMY” หรือ “NAVY” อยู่ด้านขวาของสไลด์ นอกจากนี้ปืนที่ใช้ในกองทัพก็ยังมีเครื่องหมายของผู้ตรวจสอบของรัฐบาลสหรัฐฯ ประทับไว้ด้วย
     ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐฯก็ได้เกณฑ์บริษัทผู้ผลิตอาวุธปืนให้ช่วยกันผลิต เอ็ม1911เอ1 ให้เพียงพอกับความต้องการของกองทัพที่ต้องการเป้นจำนวนมากนอกเหนือไปจากบริ ษัทโค้ลท์ แล้วก็ยังมีบริษัท อิธาก้า, เรมิงตันแรนด์, ยูเนี่ยน สวิทช์ แอนด์ ซิกนั่ลและซิงเกอร์ มียอดการผลิตออกมาเพื่อใช้ในกองทัพสหรัฐฯประมาณ 2,695,212 กระบอก ซึ่งไม่ได้ใช้เฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น หากแต่ยังถูกนำไปใช้ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนามอีกด้วย จนอาจกล่าวได้ว่าทุกแห่งที่มีความขัดแย้งและสหรัฐฯ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องมีโค้ลท์ เอ็ม1911เอ1 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

โค้ลท์ มาร์ค โฟร์ ซีรี่ 70/ซีรี่80 กัฟเว่อร์เม้นท์โมเดล

(Colt MK IV Series 70’/80’Government Model)

     โค้ลท์ทำการผลิตโมเดล 1911เอ1 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อเนื่องมาจนถึงปีค.ศ. 1971 จึงมีการเปลี่ยนแปลงในด้านรายละเอียดของชิ้นส่วนเพื่อให้มีสมรรถนะที่สูง ขึ้น โดยพัฒนาเป็น”โค้ลท์ มาร์ค โฟร์ ซีรี่ 70 กัฟเว่อร์เม้นท์โมเดล” ทำการผลิตต่อเนื่องมาจนถึง
ปีค.ศ. 1983 ก็ขึ้นซีรี่ส์ใหม่เป็น”โค้ลท์ มาร์ค โฟร์ ซีรี่80 กัฟเว่อร์เม้นท์โมเดล”

     โค้ลท์มีการพัฒนาปืนในแบบโมเดล 1911เอ1”กั๊ฟเว่อร์เม้นท์ โมเดล” ของตนเองออกแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ
     1. ปีค.ศ. 1911-1919     โมเดล 1911
     2. ปีค.ศ. 1920-1969     โมเดล 1911เอ1
     3. ปีค.ศ. 1971-1982     โมเดล 1911เอ1 ซีรี่ 70
     4. ปีค.ศ. 1983-ปัจจุบัน     โมเดล 1911เอ1 ซีรี่ 80

     การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกจากโมเดล 1911 กับโมเดล1911เอ1 เป็นการเปลี่ยนองค์ประกอบภายนอกเป็นหลักใหญ่ ส่วนในการพัฒนาเป็นซีรี่ 70’ และซีรี่ 80’ เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายใน เพื่อให้มีสมรรถนะในด้านต่างๆ และความปลอดภัยที่สูงสุด

โค้ลท์ มาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 70 (Colt MK IV Series 70’Government Model)

     ในราวปีค.ศ. 1970 โค้ลท์ได้พัฒนาโมเดล 1911เอ1 ของตนออกมาภายใต้ ซีรี่ 70 ซึ่งเป็นปีที่ออกปืนรุ่นใหม่นี้จำหน่ายโดยเรียกปืนรุ่นใหม่นี้ว่า  มาร์ค โฟร์ ซีรี่ 70 (MK IV Series 70’) จุดที่มีการพัฒนาหือเปลี่ยนแปลงไปจากโมเดล  1911เอ1 ก็คือ เปลี่ยนสไล้ด์ให้มีความหนาหนักขึ้นอีกเล็กน้อย แก้มประกับด้ามทำด้วยไม้วอลนัท ฝังตราโค้ลท์รูปม้าลำพองทั้งสองด้านเจตนาให้เป็นปืนที่มีสมรรถนะอยู่ระหว่าง เอ็ม 1911เอ1 กับ เนชั่นแนล แม็ทช์  คือ มีความแม่นยำสูงกว่าเอ็ม 1911เอ1 แบบมาตรฐานใกล้เคียงกับเนชั่นแนล แม็ทช์ ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อถือได้ในระบบปฏิบัติการสูงกว่าเนชั่นแนล แม็ทช์ ใกล้เคียงกับเอ็ม 19111เอ1

     ความแม่นยำของปืนระบบออโต้ฯอย่างเอ็ม 1911 นั้นขึ้นอยู่กับการล็อคตัวของลำกล้องซึ่งหากปลายลำกล้องสามารถให้ตัวได้ก็จะ ส่งผลให้ความแม่นยำลดน้อยลง
โค้ลท์จึงออกแบบบู๊ชแบบบฃใหม่ขึ้นมาเพื่อ ล็อคจับลำกล้องให้แน่นขึ้น และทำการปรับแต่งด้วยมือ เรียกบู๊ชแบบนี้ว่า คอลเล็ท บาร์เรล บู๊ชชิ่ง(Collet Barrel Bushing) เป็นบู๊ชแบบมีขา 4 ขาและสามารถให้ตัวได้ ในขณะเดียวกันก็มีรอยคอดที่ขาทั้งสี่เพื่อจับกับลำกล้องให้แน่นขึ้น ไม่มีระยะหลวมคลอน ในขณะเดียวกันปลายลำกล้องก็พอกโตขึ้นมาอีกเล็กน้อย เจตนาเพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงขึ้น แต่บู๊ชแบบใหม่ของมาร์คโฟร์ซีรี่ 70 ได้ก่อปัญหาให้เกิดขึ้นเพราะมีการชำรุดเสียหายอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งโค้ลท์ ต้องหันกลับมาใช้บู๊ชแบบเดิม
     มีทั้งแบบรมดำ และชุบนิเกิ้ล มีการผลิตออกมาทั้งในขนาด .45 เอซีพี, .38 ซูเปอร์,  9 มม.พาราฯ และ 9 มม.สไตเอ้อร์ซึ่งใน 9 มม.สไตเอ้อร์นี้เป็นปืนที่ผลิตเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายโดยเฉพาะ
     มาร์ค โฟร์ ซีรี่ 70 เริ่มการลำดับซีเรี่ยล นัมเบอร์ใหม่โดยขึ้นต้นด้วย “70G” ตัวเลข 70 หมายถึงปีที่พัฒนาขึ้นมาส่วน G เป็นตัวย่อของคำว่า”Government Model” ซเรี่ยล นัมเบอร์ 70G นี้ใช้กับปืนที่ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1970-1976 จากนั้นก็เปลี่ยนเป็น G70 ภายใต้ความหมายเดิมใช้กับปืนที่ผลิตในระหว่างปีค.ศ. 1976-1980 และเปลี่ยนเป็น”70B” ในปีค.ศ. 1980-1983 อันเป็นปีที่มาร์คโฟร์ ซีรี่ 70 ยุติสายการผลิตลง และถูกแทนที่ด้วยมาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 80

โค้ลท์ มาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 80 (Colt MK IV Series 80’Government Model)

     ในปีค.ศ. 1980 โค้ลท์ก็พัฒนามาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 70 อีกครั้งเป็น มาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 80 นอกเหนือไปจากเรื่องการปรับปรุงศูนย์หลังให้มีใบศูนย์ที่สูงขึ้น และเปลี่ยนใบศูนย์หน้าเป็นแบบตัดลาดเพื่อให้จับเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วขึ้น แล้ว ในซี่รี่ส์ 80 นี้ยังได้รับการติดตั้งระบบนิรภัยเข็มแทงชนวนแบบอัตโนมัติ หรือ“ออโตเมติก ไฟริ่ง-พิน เซฟตี้”(Automatic Firing-Pin Safety)เพิ่มเติมขึ้นมาให้ด้วยซึ่งก็คือระบบ ดร็อป เซฟตี้(Drop Safety)เพื่อป้องกันปืนลั่นจากการหล่นกระแทกพื้น ระบบนี้จะปลดตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเหนี่ยวไกยิงเท่านั้น หากไม่มีการเหนี่ยวไกเข็มแทงชนวนจะถูกล็อคเอาไว้ตลอดเวลา ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปกระแทกจอกชนวนของกระสุนที่ขึ้นลำเอาไว้ในรังเพลิงได้ อย่างเด็ดขาด

     อีกจุกที่มีความแตกต่างระหว่าง ซีรี่ส์ 70 กับซีรี่ส์  80 ก็คือ ระบบนกสับในจังหวะฮาลฟ์ ค็อคด์ ของซีรี่ส์ 70 ไม่สามารถเหนี่ยวไกให้นกสับลงไปได้ เนื่องจากแง่ที่ขาของนกสับจะล็อคจับกับแง่เซียร์อย่างมั่นคง แต่ในซีรี่ส์ 80 นอกจากจะมีช่วงบง้างตัวของนกสับที่ต่ำกว่าซีรี่ส์ 70 แล้วยังสามารถเหนี่ยวไกให้นกสับลงไปได้ด้วย แต่น้ำหนักของนกสับที่ฟาดลงไปบนท้ายเข็มแทงชนวนนั้นไม่มีแรงพอที่จะจุด ระเบิดกระสุนที่อยู่ในรังเพลิงได้

     ในปีค.ศ. 1997 โค้ลท์ปรับปรุงมาร์ค โฟร์ ซีรี่ส์ 80 อีกครั้ง เพื่อให้เป็นปืนที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งศูนย์แบบทรี-ด็อท(Three-Dot) หรือจดขาว 3 จุดแทนศูนย์เดิม ทำให้ยิงได้รวดเร็ว และจับเป้าหมายในสภาพแสงน้อยได้ดีขึ้น

     ในซีรี่ส์ 80 นี้นอกเหนือไปจากจะผลิตด้วยเหล็กรมดำแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่โค้ลท์นำเอาสแตนเลสมาผลิตเป็นตัวปืน มีทั้งแบบบรัชด์ สแตนเลส(Brushed Stainless) หรือเนื้อด้านกับโพลีชด์ สแตนเลส(Polished Stinless) หรือแบบสแตนเลสปัดเงา